Mpox ยังคงเป็นโรคติดเชื้อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย โดยข้อมูลการเฝ้าระวังตั้งแต่ 1 มกราคม–23 สิงหาคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยพบผู้ป่วยยืนยันสะสมแล้ว 254 ราย และสถานการณ์เริ่มมีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา
ข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่ในรายงานสถานการณ์โรค Mpox สัปดาห์ที่ 34 ในปี 2569 ของหน่วยงานด้านสาธารณสุขไทย และมีการรายงานข่าวโดยสำนักข่าว Hfocus เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
Mpox ติดต่อกันอย่างไร?
สิ่งสำคัญคือ Mpox ไม่ได้เป็นโรคที่จำกัดอยู่เฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และไม่ควรถูกมองว่าเป็น โรคของคน LGBTQ+ หรือโรคของคนที่มีเพศสัมพันธ์ เพราะเชื้อสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดได้หลายรูปแบบ
องค์การอนามัยโลกระบุว่า Mpox สามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ เช่น การสัมผัสผิวหนังหรือรอยโรคโดยตรง การสัมผัสสารคัดหลั่ง การสัมผัสปากกับผิวหนังหรือปากกับปาก รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ การอยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อเป็นเวลานาน รวมถึงการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ ก็สามารถเป็นช่องทางการแพร่เชื้อได้เช่นกัน
ดังนั้น คำว่า “สัมผัสใกล้ชิด” จึงไม่ได้หมายถึงเรื่องเพศเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงความใกล้ชิดทางร่างกายในชีวิตประจำวันด้วย
อาการแบบไหนที่ควรสังเกต?
อาการของ Mpox อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยอาการที่พบได้ ได้แก่ ผื่นหรือตุ่มบริเวณผิวหนังหรือเยื่อบุ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองโต โดยผื่นหรือตุ่มสามารถเกิดขึ้นได้หลายบริเวณของร่างกาย
หากพบผื่น ตุ่ม หรือความผิดปกติของผิวหนังร่วมกับอาการอื่น ๆ โดยเฉพาะหลังมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่อาจติดเชื้อ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่นและเข้ารับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
ป้องกันตัวเองโดยไม่ตีตราคนอื่น
การป้องกัน Mpox ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการตั้งคำถามว่า “ใครเป็นกลุ่มเสี่ยง” แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า เราเคยมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการหรือไม่
วิธีลดความเสี่ยงที่ทำได้ เช่น
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับผื่น ตุ่ม หรือแผลของผู้ที่สงสัยว่าติดเชื้อ
- หลีกเลี่ยงการใช้เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ติดเชื้อ
- หากมีอาการผิดปกติ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดและเข้ารับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์
- พูดคุยเรื่องสุขภาพและอาการกับคู่นอนหรือคนที่มีการสัมผัสใกล้ชิดอย่างตรงไปตรงมา
- ติดตามคำแนะนำจากหน่วยงานสาธารณสุข โดยเฉพาะในช่วงที่มีการพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ WHO ยังระบุว่าวัคซีนสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อและลดความเสี่ยงของการเกิดโรครุนแรงได้ โดยการฉีดวัคซีนควรพิจารณาตามระดับความเสี่ยงและคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุขในแต่ละพื้นที่
เรื่องสุขภาพไม่ควรกลายเป็นเรื่องของการตีตรา
การที่ Mpox สามารถแพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้โรคนี้ถูกพูดถึงอย่างมากในชุมชน LGBTQ+ โดยเฉพาะกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้สนับสนุนให้มอง Mpox ว่าเป็นโรคที่เกิดกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
WHO ระบุว่าการแพร่เชื้อในการระบาดทั่วโลกเกิดขึ้นผ่านเครือข่ายทางเพศทั้งในผู้ชายและผู้หญิง และยังสามารถเกิดการแพร่เชื้อภายในครัวเรือนได้ด้วย
เพราะฉะนั้น การสื่อสารเรื่อง Mpox ที่ดีจึงควรเน้น “พฤติกรรมและการสัมผัสที่เพิ่มความเสี่ยง” มากกว่า “ตัวตนของคนที่ติดเชื้อ”
อย่างไรก็ตาม การป้องกันที่มีประสิทธิภาพไม่ควรมาพร้อมความอับอาย และการเข้ารับการตรวจหรือรักษาไม่ควรเป็นเรื่องที่ใครต้องกลัวว่าจะถูกตีตรา
254 รายอาจเป็นเพียงตัวเลขในรายงาน แต่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้นคือคนจริง ๆ ที่ควรได้รับทั้งการรักษา ข้อมูลที่ถูกต้อง และความเข้าใจจากสังคม
ที่มาของข้อมูล:
- ข้อมูลการติดต่อ อาการ และการป้องกัน https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/mpox?utm
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข — รายงานสถานการณ์โรคฝีดาษวานร (Mpox) สัปดาห์ที่ 34 ปี 2569 ข้อมูล 1 มกราคม–23 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นที่มาของตัวเลขผู้ป่วยสะสม 254 ราย
- Hfocus รายงานสถานการณ์ Mpox ในประเทศไทย โดยระบุว่าพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน และผู้ป่วยสะสมปี 2569 จำนวน 254 ราย https://www.hfocus.org/
- ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรค การแพร่เชื้อ วัคซีน และกลุ่มที่มีความเสี่ยง https://www.who.int/health-topics/MPOX?utm
- การประเมินความเสี่ยง Mpox ระดับโลก ฉบับ 24 สิงหาคม 2569 https://www.who.int/publications/m/item/who-rapid-risk-assessment-mpox–global-v.7?utm