หากมองย้อนกลับไป เราจะพบว่าการขายบริการทางเพศไม่เคยแยกขาดจากเมือง ศาสนา เศรษฐกิจ สงคราม และครอบครัว ประวัติศาสตร์เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เป็นกระจกสะท้อนว่าใครมีอำนาจควบคุมร่างกายของใคร และใครต้องแบกรับผลจากระเบียบทางเพศของสังคม
งานที่อยู่คู่เมืองและอำนาจรัฐ
ในโลกโบราณ มีหลักฐานเกี่ยวกับผู้ให้บริการทางเพศในเมโสโปเตเมีย กรีก และโรมัน บางเรื่องเคยถูกตีความว่าการมีเพศสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมในศาสนสถาน แต่แนวคิดเรื่อง “โสเภณีศักดิ์สิทธิ์” ยังเป็นข้อถกเถียง นักวิชาการจำนวนหนึ่งเห็นว่าคำบอกเล่าจากนักเขียนกรีกอาจมีอคติหรือเกิดจากการแปลหลักฐานเกินจริง
สิ่งที่เห็นได้ชัดกว่าคือ ผู้ให้บริการมีสถานะหลากหลาย ในกรีกมีทั้งผู้หญิงในซ่องและ hetaira หรือคณิกาชั้นสูงที่มีการศึกษาและเข้าร่วมวงสนทนาของชนชั้นนำ ส่วนโรมันยอมให้การค้าประเวณีดำรงอยู่ภายใต้การขึ้นทะเบียนและเก็บภาษี แม้คนทำงานจะถูกจำกัดสิทธิและตีตราก็ตาม
เมื่อ “บาป” กลายเป็น “ความชั่วจำเป็น”
ในยุโรปยุคกลาง ศาสนาคริสต์จัดวางการขายบริการทางเพศเป็นบาป แต่หลายเมืองกลับอนุญาตให้มีซ่องหรือย่านเฉพาะ เพราะเชื่อว่าเป็น “ความชั่วจำเป็น” สำหรับระบายความต้องการของผู้ชายและรักษาระเบียบของครอบครัว
แนวคิดนี้ไม่ได้หายไปเมื่อเข้าสู่รัฐสมัยใหม่ เพียงเปลี่ยนจากการควบคุมด้วยคำเทศนาไปเป็นกฎหมาย ตำรวจ และการแพทย์ ช่วงศตวรรษที่ 18–19 หลายประเทศบังคับให้ผู้หญิงขายบริการขึ้นทะเบียนและตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ขณะที่ลูกค้าชายแทบไม่ถูกตรวจสอบในระดับเดียวกัน
ร่างกายของผู้หญิงจึงถูกทำให้เป็นทั้ง “แหล่งโรค” และเครื่องมือปกป้องสุขภาพของทหารและชายชนชั้นกลาง สะท้อนมาตรฐานสองชั้นทางเพศอย่างชัดเจน
เมืองท่า อาณานิคม และเศรษฐกิจทางเพศ
ระบบเดียวกันถูกส่งต่อมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมืองท่าอย่างสิงคโปร์ จอร์จทาวน์ และบาตาเวียเติบโตพร้อมแรงงานชายจากจีน อินเดีย ยุโรป และพื้นที่อื่น ๆ รัฐอาณานิคมจึงจัดเขต ออกใบอนุญาตซ่อง และตรวจสุขภาพผู้หญิง เพื่อรองรับแรงงาน ทหาร และพ่อค้า
แต่สิ่งที่รัฐต้องการปกป้องมักไม่ใช่สิทธิของคนทำงาน หากเป็นสุขภาพของชายและเสถียรภาพของจักรวรรดิ ผู้หญิงเอเชียถูกทำให้เป็นภัยทางเพศและเชื้อโรค ขณะที่การใช้บริการของชายยุโรปกลับถูกมองว่าเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้
สงครามยิ่งทำให้โครงสร้างนี้รุนแรงขึ้น ตั้งแต่ระบบ “คอมฟอร์ตวูเมน” ของกองทัพญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการบังคับและทาสทางเพศ ไปจนถึงระบบพักผ่อนของทหารสหรัฐฯ หรือ R&R ในช่วงสงครามเวียดนาม เมืองอย่างกรุงเทพฯ พัทยา มะนิลา และพื้นที่รอบฐานทัพจึงเต็มไปด้วยบาร์และสถานบริการ
เศรษฐกิจทางเพศในภูมิภาคจึงไม่ได้เกิดจาก “วัฒนธรรมที่ชอบเรื่องเพศ” แต่ถูกหล่อหลอมด้วยอาณานิคม การทหาร การย้ายถิ่น และนโยบายเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ
จาก “โสเภณี” สู่ “แรงงานทางเพศ”
คำว่า sex worker หรือแรงงานทางเพศ เกิดจากขบวนการเคลื่อนไหวที่ต้องการเปลี่ยนคนทำงานจาก “วัตถุที่ถูกใช้” ให้เป็นผู้มีสิทธิและเสียง คำนี้ไม่ได้ปฏิเสธการค้ามนุษย์หรือความรุนแรง แต่ชวนให้แยกแยะระหว่างการบังคับกับการทำงานของผู้ใหญ่ที่มีการตัดสินใจและต่อรองในระดับหนึ่ง
แนวคิดเรื่อง agency – เอเจนซี หมายถึงความสามารถในการเลือก ต่อรอง และกำหนดชีวิตของตน แม้ตัวเลือกเหล่านั้นจะถูกจำกัดด้วยความยากจน ความเหลื่อมล้ำ หรือความคาดหวังของครอบครัว
สำหรับแรงงานทางเพศบางคน งานนี้คือพื้นที่ของความรุนแรงและการเอารัดเอาเปรียบ แต่สำหรับบางคนก็เป็นช่องทางหารายได้ ส่งเสียลูก หรือดูแลพ่อแม่ สองความจริงนี้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้
กฎหมายกำลังคุ้มครองใคร?
เมื่อกฎหมายผลักคนทำงานเข้าสู่เงามืด พวกเขาพวกเธออาจไม่กล้าแจ้งความเมื่อถูกทำร้าย ไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพ และต้องพึ่งพานายหน้าหรือเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจมากกว่าเดิม
คำถามสำคัญจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ “จะกำจัดการค้าประเวณีอย่างไร” แต่ควรถามว่า เราจะป้องกันการบังคับและการค้ามนุษย์ พร้อมคุ้มครองความปลอดภัย สิทธิแรงงาน และศักดิ์ศรีของคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างไร
หากกฎหมายทำให้ใครคนหนึ่งไม่กล้าขอความช่วยเหลือเมื่อถูกทำร้าย กฎหมายนั้นกำลังปกป้องศีลธรรม หรือกำลังทอดทิ้งชีวิตมนุษย์กันแน่
ที่มาข้อมูล:
- https://penelope.uchicago.edu/encyclopaedia_romana/greece/hetairai/hetairai.html
- https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/13507486.2022.2029361
- http://www.endslaverynow.org/blog/articles/history-of-prostitution-and-sex-trafficking-in-thailand
- https://foliojournal.wordpress.com/2020/01/10/the-politics-of-prostitution-social-hygiene-in-1920s-singapore-by-tho-jia-yi/