แต่สิ่งที่ทำให้สังคมและสื่อทั่วโลกต้องจับตามองยิ่งกว่าผลการเลือกตั้ง คือตัวตนของ อลิส ไวเดล (Alice Weidel) หัวหน้าพรรคร่วมและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีวัย 45 ปี ผู้เปรียบเสมือน “ศูนย์รวมความย้อนแย้ง” ของวงการการเมืองยุโรปในขณะนี้
เมื่อตัวตนส่วนตัว ตรงกันข้ามกับนโยบายพรรค
พรรค AfD คือพรรคที่สร้างชื่อขึ้นมาจากแนวนโยบายอนุรักษนิยมสุดโต่ง ทั้งการชูนโยบายต่อต้านผู้อพยพอย่างแข็งกร้าว ต่อต้านการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน และรณรงค์เรื่องโครงสร้างครอบครัวแบบดั้งเดิม (ชาย-หญิง) มาโดยตลอด
แต่ทว่า ผู้นำของพรรคอย่าง อลิส ไวเดล กลับมีชีวิตส่วนตัวที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่พรรคตัวเองพยายามปลูกฝังอย่างสิ้นเชิง:
- ความหลากหลายทางเพศ: เธอเปิดเผยตัวตนว่าเป็นเลสเบียน มีคู่ชีวิตตามกฎหมายคือ ซาร่าห์ บอสการ์ด (Sarah Bossard) และช่วยกันเลี้ยงลูกชายที่รับมาเลี้ยง 2 คน
- จุดยืนเรื่องผู้อพยพ: ขณะที่เธอตะโกนคำว่า “Remigration” (การเนรเทศผู้อพยพกลับประเทศ) บนเวทีปราศรัยอย่างดุเดือด คู่ชีวิตของเธอข้างกายกลับเป็นหญิงชาวสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีเชื้อสายดั้งเดิมมาจากประเทศศรีลังกา
- ความเป็นสากล vs ชาตินิยม: พรรค AfD ปฏิเสธโลกาภิวัตน์และคนต่างชาติ แต่ไวเดลคืออดีตนักธุรกิจหญิงร่ำรวย เติบโตมาจากเยอรมนีตะวันตก พูดได้หลายภาษา เคยทำงานกับแบงก์ชาติของประเทศจีนมานานถึง 6 ปี รวมถึงบริษัทสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs และ Allianz แถมปัจจุบันเธอยังใช้เวลาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์มากกว่าเยอรมนีด้วยซ้ำ
ขัดแย้งกันสุดขั้วขนาดนี้… ทำไมเธอถึงพากลุ่มขวาจัดไปสู่ชัยชนะได้?
ในสายตาของนักวิเคราะห์และสื่อมวลชน ตัวตนของไวเดลยังคงเป็น “ปริศนา” เธอถูกมองว่าเป็นคนที่ซับซ้อน มุ่งมั่นในอำนาจ และสามารถสลับปรับบทบาทได้อย่างชาญฉลาด บทบาทเลสเบียนที่มีคู่ชีวิตต่างเชื้อสายของเธอ กลายมาเป็น “เกราะป้องกัน” ชั้นดีที่แกนนำ AfD นำมาใช้อ้างกับสังคมว่า พรรคของตนไม่ได้เหยียดเพศหรือใจแคบ แต่เป็นพรรคที่ “เปิดกว้างและอดทน” ต่างหาก
แต่ในความเป็นจริง เมื่อถูกจี้ถามกลางรายการสดหรือจากประชาชนเกี่ยวกับความย้อนแย้งของการเป็นเลสเบียนในพรรคที่มีทัศนคติเหยียดคนรักเพศเดียวกัน ไวเดลมักจะแสดงอาการอึดอัด หงุดหงิด หรือปฏิเสธที่จะตอบคำถามแล้วเดินหนีไปดื้อๆ
ปรากฏการณ์ของ อลิส ไวเดล และพรรค AfD จึงไม่ใช่แค่เรื่องของผลการเลือกตั้ง แต่คือภาพสะท้อนของการเมืองยุคใหม่ที่การใช้ประโยชน์จากอัตลักษณ์ การสลับบทบาทเชิงการละคร และวาทกรรมปลุกเร้าความกลัวเรื่องผู้อพยพ สามารถทำให้ผู้คนมองข้ามความย้อนแย้งทางชนชั้นและเพศสภาพ เพื่อส่งให้ฝ่ายขวาจัดก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจได้จริง