ARTICLE, Gender & Sexuality, Politics & Law

โจทย์ใหญ่ที่ใหญ่กว่าเรือรบ: เมื่อค่ำคืนที่ ‘พัทยา’ กลับมาคึกคักการปลดล็อก Sex Worker จำเป็นต้อง ‘รื้อ’ โครงสร้างกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ!

การปรากฏตัวของเรือรบ USS Abraham Lincoln พร้อมทหารอเมริกันกว่า 5,000 นาย เข้าเทียบท่าริมหาดพัทยา ไม่ได้นำมาแค่เม็ดเงินสะพัด แต่ยังทำให้เมืองพัทยากลับมาอยู่บนหน้าสื่อพร้อมกับคำว่า ‘Prostitution’, ‘Sex Tourism’ อีกครั้ง

คำถามคือ ทำไมพัทยาที่พยายามรีแบรนด์เมืองเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงครอบครัวมาหลายสิบปี ถึงสลัดภาพจำนี้ไม่พ้นเสียที?

เพราะอดีตมันปักป้ายไว้ และปัจจุบันรัฐก็ยังซุกปัญหาไว้ใต้พรม

หากย้อนมองประวัติศาสตร์ ภาพจำนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่ถูกเซ็ตขึ้นตั้งแต่ยุคสงครามเย็นและสงครามเวียดนาม เมื่อทหารอเมริกัน (GI) เข้ามาตั้งฐานทัพและใช้พัทยาเป็นพื้นที่พักผ่อน (R&R) ยุคนั้น สังคมไทยผลักให้ผู้หญิงยากจนจากชนบทกลายเป็น “เมียเช่า” เพื่อแลกกับโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็ตีกรอบตีตรา (Stigma) ว่าพวกเธอคือ “ผู้หญิงจารีตชั่ว”

เวลาผ่านไป… ทหารกลับบ้าน แต่ธุรกิจบริการยังคงอยู่ คำว่า “เมียเช่า” ถูกเปลี่ยนผ่านเชิงความคิดมาสู่คำว่า “Sex Worker (พนักงานบริการ)” ซึ่งชี้ชัดว่านี่คือ “แรงงาน” ที่เกิดจากความสมัครใจ ไม่ใช่เรื่องศีลธรรมตกต่ำอย่างที่ใครพยายามยัดเยียด

ทว่า สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือ “ความย้อนแย้งของรัฐไทย” ที่ยอมรับรายได้จากการท่องเที่ยวกลางคืน แต่กลับตีตราให้คนทำงานบริการกลายเป็น “ผู้ร้ายทางอาญา” ถูกไล่จับ ถูกขูดรีดส่วยใต้ดิน และเข้าไม่ถึงหลักประกันสุขภาพหรือสวัสดิการแรงงานใดๆ เลย!

รู้หรือไม่? แค่ดัน ‘พ.ร.บ. คุ้มครอง Sex Worker’ ฉบับใหม่… ยังไม่พอจะทลายโครงสร้างนี้ได้!

แม้การยื่น 11,765 รายชื่อดัน ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ของภาคประชาชนจะเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ แต่ในเชิงกฎหมาย การจะ “ปลดล็อก” ชีวิต Sex Worker ให้หลุดออกจากงูเวียนหัวได้อย่างแท้จริง รัฐต้องมีความกล้าหาญที่จะ “รื้อถอนโครงสร้างกฎหมายเดิมแบบร้อยรัด 3 ชั้น” โดยต้องไล่รื้อจากกฎหมายฉบับใหม่ที่สุด ขึ้นไปหากฎหมายฉบับที่เก่าที่สุด ดังนี้:

  1. พรบ. ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551: ต้องรื้อโครงสร้างกฎหมายส่วนที่ตีความเกี่ยวกับข้อหาคดี “ค้ามนุษย์” ว่ารวมถึงการทำงานบริการทางเพศที่เกิดจากความสมัครใจของผู้ที่อายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปด้วย เพื่อทำให้แยกออกจากกันอย่างชัดเจน
  2. พรบ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539: ยกเลิกโทษทางอาญาของการค้าประเวณี (Decriminalization) เพื่อหยุดการทำให้คนทำงานบริการทางเพศกลายเป็นอาชญากร
  3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286: ปรับปรุงมรตราดังกล่าว เพื่อแยกกรณีดำรงชีพด้วยการทำงานบริการทางเพศที่เกิดจากความสมัครใจออกไป เพื่อให้เหลือแค่กรณีที่ถูกบังคับให้เป็นแรงงานบริการทางเพศ เพื่อให้กฎหมายอัปเดต และลงโทษเฉพาะผู้เกี่ยวข้องกับการบังคับ ขู่เข็ญ และผลักดันให้บุคคลที่ไม่สมัครใจเข้าสู่งานบริการทางเพศอย่างแท้จริง

การทะลวงโซ่ตรวนกฎหมายเดิมทั้ง 3 ชั้นนี้ คือการ “เปิดพื้นที่เชิงโครงสร้าง” ให้กว้างและโปร่งใสพอ ก่อนที่เราจะนำ ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ เข้าไปตั้งเป็นโครงสร้างใหม่ เพื่อรับรองให้ Sex Worker ได้รับสิทธิแรงงาน ได้รับการคุ้มครอง และมีศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์คนหนึ่งอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการในการขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ และการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เม็ดเงินที่เคยเป็นเงินนอกระบบกลับคืนสู่ระบบ เพื่อรัฐบาลจะได้สามารถนำไปจัดสรรเพื่อการพัฒนาโครงสร้างประเทศต่อไป

เรือรบและทหาร 5,000 นายอาจจะจอดแวะพักแค่ระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็จากไป… แต่ชีวิต ศักดิ์ศรี และความเป็นมนุษย์ของพี่น้อง Sex Worker จะต้องคงอยู่และได้รับสิทธิที่สมควรได้เสียที เพราะการคุ้มครองคน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอวันพรุ่งนี้!

Tags :
Sex Worker
Share This :

บทความที่เกี่ยวข้อง