เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างคนเพศเดียวกันยังถูกกำหนดให้เป็นความผิดทางอาญาใน 29 จาก 56 ประเทศสมาชิกเครือจักรภพ (ประเทศที่เป็นสมาชิกของ เครือจักรภพแห่งประชาชาติ
(Commonwealth of Nations) ซึ่งเป็นกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีสมาชิกทั้งหมด 56 ประเทศ กระจายอยู่ในทวีปแอฟริกา เอเชีย ยุโรป อเมริกา และภูมิภาคแปซิฟิก ) ล่าสุดทางพรรค Liberal Democrats จึงเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษใช้เวทีประชุมระดับนานาชาติ ผลักดันการยกเลิกกฎหมายที่เลือกปฏิบัติต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ
ถึงแม้หลายประเทศทั่วโลกจะเริ่มยอมรับความหลากหลายทางเพศ และเดินหน้าคุ้มครองสิทธิ LGBTQ+ มากขึ้น แต่สำหรับคนอีกจำนวนไม่น้อย การรักใครสักคนที่เป็นเพศเดียวกันยังไม่ใช่เรื่องอิสระ เพราะกฎหมายในประเทศของพวกเขายังคงกำหนดให้ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นความผิดทางอาญา
ทางพรรค Liberal Democrats (Lib Dems) ของสหราชอาณาจักร ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษใช้เวทีการประชุมผู้นำเครือจักรภพ (Commonwealth Heads of Government Meeting: CHOGM) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–4 พฤศจิกายนนี้ ณ ประเทศแอนติกาและบาร์บูดา ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันให้ประเทศสมาชิกยกเลิกกฎหมายที่เอาผิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่เพศเดียวกันโดยสมัครใจ พร้อมส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ
โดย เบน แม็กไกวร์ (Ben Maguire) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรค Liberal Democrats เป็นผู้เสนอญัตติ Early Day Motion ต่อรัฐสภาอังกฤษ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลผลักดันประเด็นสิทธิ LGBTQ+ ในเวทีประชุมครั้งนี้ โดยมีข้อเรียกร้องสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
ยกเลิกกฎหมายที่เอาผิดความสัมพันธ์เพศเดียวกัน ระหว่างผู้ใหญ่ที่เกิดขึ้นโดยสมัครใจ
คุ้มครองสิทธิของคนข้ามเพศ และส่งเสริมการเคารพอัตลักษณ์ทางเพศ
ทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมในท้องถิ่น เพื่อยุติการเลือกปฏิบัติและอคติต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ
นอกจากนี้ แม็กไกวร์ยังได้รวบรวมสมาชิกรัฐสภาจากหลายพรรคการเมืองร่วมลงนามในจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงบทบาทผู้นำทางการทูตในการผลักดันสิทธิ LGBTQ+ พร้อมกับย้ำว่า “การเพิกเฉยไม่ใช่สิ่งที่ผู้นำควรทำ” (Silence is not a substitute for leadership)
29 ประเทศที่ความรักเพศเดียวกันยังผิดกฎหมาย มีที่ไหนบ้าง?
ข้อมูลจาก Human Dignity Trust ระบุว่า ในบรรดาประเทศสมาชิกเครือจักรภพทั้งหมด 56 ประเทศ มีถึง 29 ประเทศด้วยกันเลยทีเดียว ที่ยังคงมีกฎหมายเอาผิดความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างผู้ใหญ่เพศเดียวกันโดยสมัครใจ
รายชื่อประเทศเหล่านี้กระจายอยู่ใน 4 ภูมิภาคทั่วโลก ได้แก่

เอเชีย (6 ประเทศ)
บังกลาเทศ (Bangladesh)
บรูไน (Brunei)
มาเลเซีย (Malaysia)
มัลดีฟส์ (Maldives)
ปากีสถาน (Pakistan)
ศรีลังกา (Sri Lanka)

แอฟริกา (12 ประเทศ)
แคเมอรูน (Cameroon)
เอสวาตินี (Eswatini)
กานา (Ghana)
เคนยา (Kenya)
มาลาวี (Malawi)
ไนจีเรีย (Nigeria)
เซียร์ราลีโอน (Sierra Leone)
แทนซาเนีย (Tanzania)
แกมเบีย (The Gambia)
โตโก (Togo)
ยูกันดา (Uganda)
แซมเบีย (Zambia)

แคริบเบียนและทวีปอเมริกา (5 ประเทศ)
เกรเนดา (Grenada)
กายอานา (Guyana)
จาเมกา (Jamaica)
เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ (Saint Vincent and the Grenadines)
ตรินิแดดและโตเบโก (Trinidad and Tobago)

แปซิฟิก (6 ประเทศ)
คิริบาส (Kiribati)
ปาปัวนิวกินี (Papua New Guinea)
ซามัว (Samoa)
หมู่เกาะโซโลมอน (Solomon Islands)
ตองกา (Tonga)
ตูวาลู (Tuvalu)
มรดกจากยุคอาณานิคมที่ยังส่งผลถึงปัจจุบัน
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ กฎหมายต่อต้านความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันในหลายประเทศเหล่านี้มีรากฐานมาจากกฎหมายยุคอาณานิคมอังกฤษ ซึ่งถูกนำมาใช้ในช่วงที่ประเทศต่าง ๆ ยังอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิอังกฤษ ก่อนจะตกทอดและยังคงมีผลบังคับใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ในบางประเทศ บทลงโทษอาจรุนแรงถึงขั้นจำคุก ขณะที่กฎหมายบางพื้นที่ในบรูไน ปากีสถาน บางรัฐของไนจีเรีย และยูกันดา ยังมีบทบัญญัติที่อาจนำไปสู่โทษประหารชีวิตได้
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า มรดกจากยุคอาณานิคมไม่ได้ทิ้งไว้เพียงร่องรอยทางประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยในการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบันอีกด้วย
เมื่อบางประเทศเดินหน้า แต่บางประเทศกลับถอยหลัง
แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เช่น อินเดีย บอตสวานา และเซนต์ลูเซีย ที่ต่างเคยมีความเคลื่อนไหวสำคัญในการยกเลิกกฎหมายเอาผิดความสัมพันธ์เพศเดียวกัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง บางประเทศกลับเดินหน้าออกกฎหมายต่อต้าน LGBTQ+ ให้เข้มงวดมากขึ้น
พรรค Liberal Democrats จึงมองว่าการประชุม CHOGM ครั้งนี้เป็นโอกาสที่รัฐบาลอังกฤษควรใช้บทบาททางการทูตอย่างจริงจัง เพื่อผลักดันให้ประเทศสมาชิกยุติกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ และสร้างหลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนให้กับทุกคน โดยไม่แบ่งแยกจากเพศสภาพ อัตลักษณ์ทางเพศ หรือบุคคลที่พวกเขารัก
เพราะความรักที่หลากหลายไม่ควรเป็นอาชญากรรม และการเป็นตัวเองก็ไม่ควรทำให้ใครต้องหวาดกลัวว่าจะถูกจับกุม ถูกลงโทษ หรือถูกพรากสิทธิในการใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า LGBTQ+ ควรได้รับสิทธิเท่าเทียมหรือไม่เท่านั้น แต่เป็นคำถามถามย้อนกลับไปว่า เมื่อไหร่ที่กฎหมายจะหยุดลงโทษผู้คนเพียงเพราะพวกเขารักในแบบที่ตัวเองเป็นเสียที
