ARTICLE

ตบ กัด ข่วนและอื่น ๆ ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของ BDSM

BDSM WEB

เวลาพูดถึง BDSM คนมักจะนึกกันว่ามันเป็นรสนิยมเฉพาะทาง เป็นของที่ทำกันอยู่แต่ในกลุ่มแคบ ๆ แต่หากพิจารณาจากการที่มันปรากฏตัวในสื่อหลักอย่างกว้างขวางในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมไปถึงจำนวนของเล่นมากมายหลายแบบที่กินพื้นที่กว่าครึ่งของวงการเซ็กส์ทอย BDSM อาจจะไม่ใช่ของ “เฉพาะทาง” นักก็ได้ โดยเฉพาะเมื่อเราได้รู้ว่ามันอยู่คู่กับอารยธรรมมนุษย์มาตั้งนานนมแล้ว

หลักฐานของ BDSM สืบย้อนกลับไปได้ถึงยุคเมโสโปเตเมีย อู่อารยธรรมแรกของมนุษย์ มีแผ่นจารึกชิ้นหนึ่งบันทึกถึงเรื่องราวของลัทธิบูชา “อินานน่า” (หรือ “อิชทาร์”) เทพีแห่งความรักและความอุดมสมบูรณ์ เหล่าผู้บูชาจะทำการสักการะบูชานางด้วยการเต้นระบำ เฆี่ยนตีกันเองเพื่อกระตุ้นเร้าทางเพศและเข้าสู่สภาวะเคลิบเคลิ้ม จากนั้นจึงค่อยมีเพศสัมพันธ์กันเป็นการปิดท้าย แถมเพลงสรรเสริญเทพียังมีการกล่าวถึงการแต่งกายครอสเดรสอีกด้วย 

ขยับมาจากนั้นอีกหน่อย ในงานเขียนของพลูทาร์ค ผู้บันทึกประวัติศาสตร์กรีก-โรมัน กล่าวถึงการแข่งขัน “โดนเฆี่ยน” ในสังคมนักรบของพวกสปาร์ตันเอาไว้ด้วย โดยการแข่งที่ว่านี้จะเอาพวกเด็กชายมาเฆี่ยนด้วยแส้หน้าแท่นบูชาอาร์เทมิส ออร์เธีย ท่ามกลางเสียงเชียร์กึกก้อง ใครที่ทนจำนวนการเฆี่ยนได้มากที่สุดก็จะได้ชื่อเสียงในฐานะยอดคน ส่วนในโรมันก็มีการจัดทำห้องเฉพาะเอาไว้ให้ผู้หญิงเฆี่ยนตีกันเพื่อบูชาแบคคัส เทพแห่งเหล้าองุ่นและความอุดมสมบูรณ์

ใน “กามสูตร” ตำราอายุกว่า 2,000 ปีอันโด่งดังเองก็มีคำแนะนำที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในบทหนึ่งมันพูดถึงจุดที่เหมาะกับการ “ทุบตีด้วยด้วยความกำหนัด” ทั้งไหล่ หัว ตรงกลางระหว่างเนินอก หลัง สีข้าง หรือแม้กระทั่งตรงอวัยวะเพศ อีกส่วนก็แนะนำจุดที่เหมาะแก่การขบ กัด หยิก ส่วนคำแนะนำที่น่าสนใจมาก ๆ อีกอย่างก็คือการแนะนำให้ผู้หญิงสลับบทมาเป็นคนคุมเกม ทำหน้าที่แทนผู้ชายอย่างละเอียดยิบ

กลับมาที่โลกตะวันตก วิธีปลุกเร้าทางเพศที่นิยมมากในช่วงศตวรรษที่ 15 คือการเฆี่ยนตีตัวเอง ซึ่งการกระทำเช่นนี้อาจะตีความได้ว่าเป็นการพิธีกรรมทางศาสนาได้ด้วย เพราะมันมาพร้อมกับคำอธิบายที่ว่าเป็นการทำเพื่อขับไล่ความชั่วร้ายไปจากโลก แต่ไม่ว่าจะทำไปเพื่ออะไร เหตุผลหลักก็อยู่ที่ความสุขสมส่วนตัวอยู่ดี บันทึกหนึ่งของปราชญ์อิตาลี โจวันนี ปิโค เดลลา มิแรนโดลา มีการกล่าวถึงพระรูปหนึ่งที่ไม่อาจสุขสมกับกิจกรรมทางเพศได้เลย หากไม่ได้เฆี่ยนตัวเองด้วยแส้ที่แช่น้ำส้มสายชูจนชุ่มโชก

จากนั้น ในปลายศตวรรษที่ 18 โลกเราก็ได้รู้จักคำว่า Sadism จากงานเขียนสุดโต่งของชนชั้นสูงผู้หนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส มาร์กี เดอ ซาด ใส่ฉากอัศจรรย์พิสดารไว้มากมายใน Justine นิยายที่เล่าเรื่องของหญิงสาวผู้หนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อในกามกิจอันป่าเถื่อนมากมายตลอดชีวิต นักประวัติศาสตร์ตีความว่าความรุนแรงทางเพศในงานของซาดเป็นความรู้สึกต้องการท้าทายศีลธรรมในช่วงเวลาอันตรายที่ทุกคนต้องเก็บงำความรู้สึกเอาไว้ใต้การเมืองที่คุกรุ่น ต่อมาคำว่า Sadism ก็กลายเป็นคำที่ใช้อธิบายพฤติกรรมการทำร้ายคนอื่นเพื่อกระตุ้นเร้าทางเพศ

ส่วนปลายศตวรรษที่ 19 ลีโอโปลด์ ฟอน ซาเคอร์-มาโซค นักเขียนชาวออสเตรียก็เขียนนิยายเรื่อง Venus in Fur ขึ้นมา ตัวนิยายเล่าถึงชายคนหนึ่งที่ได้รับความสุขสมทางเพศจากการถูกฆี่ยนตีจนเลือดซิบ จากนั้นไม่นาน ชื่อของซาเคอร์-มาโซค ก็ถูกเอามาใช้อธิบายการรับความเจ็บปวดเพื่อสนองความต้องการทางเพศว่าเป็น Masochism

 เอาจริง ๆ แล้ว BDSM ในยุควิคตอเรียนดูจะเป็นของที่แพร่หลายกว่าที่คิด เมื่อศาสนาปฏิเสธการเฆี่ยนตีตนเอง สถานที่ต่อมาที่จะมอบความสุขสมเช่นนี้ได้ก็คือสถานบริการทางเพศ มีทั้งวรรณกรมและหลักฐานทางประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งกล่าวถึง “บริการ” เฆี่ยนตีเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ที่ Mrs. Berkley’s House ซ่องชื่อดังของลอนดอนถึงกับมีการประดิษฐ์เครื่องจักรที่สามารถเฆี่ยนคน 40 ในเวลาเดียวกัน

ส่วนการเติบโตของ BDSM ในยุคใหม่เองก็ได้รับอิทธิพลจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ หลายส่วน นับตั้งแต่แฟชั่นชุดหนังของพวกสิงห์นักบิด ประดิษฐกรรมที่พัฒนาขึ้นด้วยอุตสาหกรรมยางกับพลาสติก วัฒนธรรมเฟติชที่ขยายตัวด้วยสื่อ รวมไปถึงอินเตอร์เนต

การที่ BDSM อยู่คู่กับอารยธรรมมนุษย์มาได้นานขนาดนี้

มันก็คงไม่ใช่ “ของแปลก” ซะทีเดียวหรอมั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง

Tags :
BDSM
Share This :

บทความที่เกี่ยวข้อง