ผู้หญิงในครอบครัว เช่น แม่หรือยาย อาจถ่ายทอด Toxic Masculinity โดยไม่รู้ตัว ผ่านการเลี้ยงลูกที่ให้อภิสิทธิ์แก่ผู้ชาย หรือสอนให้ผู้หญิงต้องอดทนและเสียสละโดยไม่ตั้งคำถาม
ตัวอย่าง Toxic Masculinity ในเพศกำเนิดหญิง: การผลิตซ้ำอำนาจของความเป็นชาย
“ลูกสาวต้องดูแลพี่ชาย เพราะลูกชายไม่ต้องทำงานบ้าน”
ในครอบครัวไทย แม่หรือยายมักสอนให้ลูกสาวรับผิดชอบงานบ้าน ขณะที่ลูกชายได้รับการยกเว้นโดยไม่ตั้งคำถามถึงความไม่เท่าเทียม
- แม่อาจบอกลูกสาวว่า “ช่วยเก็บจานไปล้างหน่อย” แต่ปล่อยให้ลูกชายเล่นเกมต่อ
- ยายอาจบอกหลานสาวว่า “เป็นผู้หญิงต้องขยันดูแลบ้าน” โดยไม่คาดหวังสิ่งเดียวกันจากหลานชาย
- หากลูกชายทำผิด อาจมีคำพูดว่า “เป็นผู้ชายก็แบบนี้แหละ” ขณะที่ลูกสาวถูกสอนให้รับผิดชอบมากกว่า
สิ่งนี้ตอกย้ำว่า ‘ความเป็นหญิง’ คือการดูแลผู้อื่น ส่วน ‘ความเป็นชาย’ มีอิสระจากภาระเหล่านี้ ผลคือ เด็กผู้หญิงอาจเชื่อว่าต้องเสียสละ ขณะที่เด็กผู้ชายขาดทักษะพื้นฐานในการดูแลตัวเอง
“พี่ชายต้องเรียนสูงๆ น้องสาวต้องเสียสละ”
ในครอบครัวที่มีทรัพยากรจำกัด ผู้หญิงมักให้ค่ากับการศึกษาของลูกชายมากกว่าลูกสาว
- แม่อาจบอกว่า “ลูกเป็นผู้หญิง เดี๋ยวแต่งงานก็พึ่งสามี ไม่ต้องเรียนสูง”
- หากเงินไม่พอ ครอบครัวอาจส่งลูกชายเรียนต่อ ส่วนลูกสาวต้องทำงานช่วยเหลือ
- บางกรณี น้องสาวถูกคาดหวังให้ส่งเสียพี่ชายเรียน เพราะเชื่อว่าผู้ชายมีโอกาสสำเร็จมากกว่า
จากการสำรวจของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2565) พบว่า ในครัวเรือนชนบทไทย ผู้หญิงมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาน้อยกว่าผู้ชายถึง 18% ซึ่งสะท้อนอิทธิพลของค่านิยมนี้
นี่คือการส่งต่อแนวคิดชายเป็นใหญ่ (patriarchy) ผ่านผู้หญิงโดยไม่ตั้งใจ ผลคือ ผู้หญิงอาจรู้สึกไร้สิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิต และต้องเสียสละเพื่อผู้ชาย
“เป็นผู้หญิง อย่าอ่อนแอ ต้องอดทนให้ได้”
แม้ “ความแข็งแกร่ง” มักถูกยัดเยียดให้ผู้ชาย แต่ผู้หญิงก็ถูกคาดหวังให้ “อดทน” เกินไป โดยเฉพาะในความสัมพันธ์
- แม่อาจสอนว่า “ถ้าสามีทำผิด อย่าเถียงมาก เดี๋ยวบ้านแตก”
- ยายอาจบอกว่า “แม่ยังอดทนได้ ทำไมหนูทนไม่ได้”
- หากผู้หญิงบ่นถึงปัญหา อาจถูกมองว่า “อ่อนแอ” หรือ “เรื่องมาก”
สิ่งนี้ทำให้ผู้หญิงรู้สึกว่าต้องทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ เพราะถูกปลูกฝังว่าการยอมแพ้คือความล้มเหลว
ทำไม Toxic Masculinity ถึงเป็นปัญหาของทุกเพศ?
Toxic Masculinity ไม่ใช่แค่ปัญหาของผู้ชาย แต่เป็นโครงสร้างสังคมที่ผู้หญิงก็มีส่วนผลิตซ้ำ
- สำหรับผู้หญิง มันคือการแบกรับภาระที่ไม่จำเป็นและถูกลดคุณค่า
- สำหรับผู้ชาย มันคือการถูกกดดันให้เข้มแข็งตลอดเวลา เช่น แม่ที่บอกลูกชายว่า “ผู้ชายห้ามร้องไห้” ซึ่งจำกัดการแสดงออกและสร้างความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล
จากงานวิจัยของ UN Women (2020) ระบุว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ชาย 1 ใน 3 รู้สึกกดดันจากค่านิยมที่ต้องเป็น “ผู้นำครอบครัว” แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งแสดงว่า Toxic Masculinity กดทับทุกเพศ
เราจะหลุดพ้นจาก Toxic Masculinity ได้อย่างไร?
1. ตั้งคำถามกับสิ่งที่ถูกสอนมา
ลองถามตัวเองว่า:
- ทำไมลูกสาวต้องดูแลลูกชาย?
- ทำไมลูกชายไม่ต้องทำงานบ้าน?
- ทำไมผู้หญิงต้องอดทนมากกว่าผู้ชาย?
การตั้งคำถามช่วยให้เราเห็นว่าค่านิยมบางอย่างอาจไม่ถูกต้อง
2. สร้างความเปลี่ยนแปลงในครอบครัว
- ให้ลูกชายทำงานบ้านเท่าลูกสาว
- เปิดโอกาสให้ลูกสาวเลือกเส้นทางชีวิต
- สอนลูกทุกคนว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ
3. เปลี่ยนการสนทนาในสังคม
- หยุดพูดว่า “เป็นผู้ชายก็แบบนี้แหละ”
- หยุดพูดว่า “ผู้ชายเค้าไม่ร้องไห้กัน”
- ส่งเสริมให้ทั้งชายและหญิงแสดงอารมณ์ได้
- สนับสนุนเสรีภาพในการเป็นตัวเอง
4. ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงในระดับสถาบัน
- สนับสนุนหลักสูตรการศึกษาที่เน้นความเท่าเทียม
- ผลักดันนโยบายที่ลดการแบ่งแยกตามเพศ เช่น การลาคลอดสำหรับพ่อและแม่เท่าเทียมกัน
Toxic Masculinity คือโครงสร้างอำนาจที่กดทับทุกคน
การเปลี่ยนแปลงเริ่มได้จากการตั้งคำถามและหยุดปลูกฝังค่านิยมที่จำกัดอิสระ แล้วคุณล่ะ เคยผลิตซ้ำ Toxic Masculinity โดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า? ลองเริ่มตั้งคำถามวันนี้ เพื่อให้ทุกคนมีอิสระในการเป็นตัวเอง โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเพศกำเนิด
บทความที่เกี่ยวข้อง
- BBC เปิดเผยรายชื่อผู้หญิง 100 คนผู้มีอิทธิพลและสร้างแรงบันดาลใจจากทั่วโลกประจำปี 2023
- Inspired People: ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน – Patrick McDonald โปรดิวเซอร์รายการเรียลลิตี้ที่ผันตัวมาทำ OnlyFans
- คุยกับ ‘นิชตุล Shikak’ ในเดือน Pride Month เมื่อการยอมรับตัวเองสำคัญกว่าการภาคภูมิใจ
- 'ฮิจรา' คือใคร ว่าด้วยประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และการต่อสู้เพื่อการยอมรับ
- 10 เรื่องที่คนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Bisexual