ARTICLE

Toxic Masculinity ไม่ได้มีอยู่แค่ในเพศกำเนิดชาย – เมื่อความเป็นชายเป็นพิษถูกผลิตซ้ำในทุกเพศ

Toxic Masculinity

เมื่อพูดถึง Toxic Masculinity หรือ “ความเป็นชายเป็นพิษ” หลายคนอาจนึกถึงผู้ชายที่ใช้อำนาจเหนือผู้อื่น แต่ในความจริง แนวคิดนี้เป็นโครงสร้างทางสังคมที่ทุกเพศสามารถผลิตซ้ำได้ รวมถึงผู้หญิงที่เติบโตในสังคมที่ยกย่อง "ความเป็นชาย" ในรูปแบบที่เป็นปัญหา

ผู้หญิงในครอบครัว เช่น แม่หรือยาย อาจถ่ายทอด Toxic Masculinity โดยไม่รู้ตัว ผ่านการเลี้ยงลูกที่ให้อภิสิทธิ์แก่ผู้ชาย หรือสอนให้ผู้หญิงต้องอดทนและเสียสละโดยไม่ตั้งคำถาม

ตัวอย่าง Toxic Masculinity ในเพศกำเนิดหญิง: การผลิตซ้ำอำนาจของความเป็นชาย

“ลูกสาวต้องดูแลพี่ชาย เพราะลูกชายไม่ต้องทำงานบ้าน”

ในครอบครัวไทย แม่หรือยายมักสอนให้ลูกสาวรับผิดชอบงานบ้าน ขณะที่ลูกชายได้รับการยกเว้นโดยไม่ตั้งคำถามถึงความไม่เท่าเทียม

  • แม่อาจบอกลูกสาวว่า “ช่วยเก็บจานไปล้างหน่อย” แต่ปล่อยให้ลูกชายเล่นเกมต่อ
  • ยายอาจบอกหลานสาวว่า “เป็นผู้หญิงต้องขยันดูแลบ้าน” โดยไม่คาดหวังสิ่งเดียวกันจากหลานชาย
  • หากลูกชายทำผิด อาจมีคำพูดว่า “เป็นผู้ชายก็แบบนี้แหละ” ขณะที่ลูกสาวถูกสอนให้รับผิดชอบมากกว่า

สิ่งนี้ตอกย้ำว่า ‘ความเป็นหญิง’ คือการดูแลผู้อื่น ส่วน ‘ความเป็นชาย’ มีอิสระจากภาระเหล่านี้ ผลคือ เด็กผู้หญิงอาจเชื่อว่าต้องเสียสละ ขณะที่เด็กผู้ชายขาดทักษะพื้นฐานในการดูแลตัวเอง

“พี่ชายต้องเรียนสูงๆ น้องสาวต้องเสียสละ”

ในครอบครัวที่มีทรัพยากรจำกัด ผู้หญิงมักให้ค่ากับการศึกษาของลูกชายมากกว่าลูกสาว

  • แม่อาจบอกว่า “ลูกเป็นผู้หญิง เดี๋ยวแต่งงานก็พึ่งสามี ไม่ต้องเรียนสูง”
  • หากเงินไม่พอ ครอบครัวอาจส่งลูกชายเรียนต่อ ส่วนลูกสาวต้องทำงานช่วยเหลือ
  • บางกรณี น้องสาวถูกคาดหวังให้ส่งเสียพี่ชายเรียน เพราะเชื่อว่าผู้ชายมีโอกาสสำเร็จมากกว่า

จากการสำรวจของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2565) พบว่า ในครัวเรือนชนบทไทย ผู้หญิงมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาน้อยกว่าผู้ชายถึง 18% ซึ่งสะท้อนอิทธิพลของค่านิยมนี้

นี่คือการส่งต่อแนวคิดชายเป็นใหญ่ (patriarchy) ผ่านผู้หญิงโดยไม่ตั้งใจ ผลคือ ผู้หญิงอาจรู้สึกไร้สิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิต และต้องเสียสละเพื่อผู้ชาย

“เป็นผู้หญิง อย่าอ่อนแอ ต้องอดทนให้ได้”

แม้ “ความแข็งแกร่ง” มักถูกยัดเยียดให้ผู้ชาย แต่ผู้หญิงก็ถูกคาดหวังให้ “อดทน” เกินไป โดยเฉพาะในความสัมพันธ์

  • แม่อาจสอนว่า “ถ้าสามีทำผิด อย่าเถียงมาก เดี๋ยวบ้านแตก”
  • ยายอาจบอกว่า “แม่ยังอดทนได้ ทำไมหนูทนไม่ได้”
  • หากผู้หญิงบ่นถึงปัญหา อาจถูกมองว่า “อ่อนแอ” หรือ “เรื่องมาก”

สิ่งนี้ทำให้ผู้หญิงรู้สึกว่าต้องทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ เพราะถูกปลูกฝังว่าการยอมแพ้คือความล้มเหลว

ทำไม Toxic Masculinity ถึงเป็นปัญหาของทุกเพศ?

Toxic Masculinity ไม่ใช่แค่ปัญหาของผู้ชาย แต่เป็นโครงสร้างสังคมที่ผู้หญิงก็มีส่วนผลิตซ้ำ

  • สำหรับผู้หญิง มันคือการแบกรับภาระที่ไม่จำเป็นและถูกลดคุณค่า
  • สำหรับผู้ชาย มันคือการถูกกดดันให้เข้มแข็งตลอดเวลา เช่น แม่ที่บอกลูกชายว่า “ผู้ชายห้ามร้องไห้” ซึ่งจำกัดการแสดงออกและสร้างความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล

จากงานวิจัยของ UN Women (2020) ระบุว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ชาย 1 ใน 3 รู้สึกกดดันจากค่านิยมที่ต้องเป็น “ผู้นำครอบครัว” แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งแสดงว่า Toxic Masculinity กดทับทุกเพศ

เราจะหลุดพ้นจาก Toxic Masculinity ได้อย่างไร?

1. ตั้งคำถามกับสิ่งที่ถูกสอนมา

ลองถามตัวเองว่า:

  • ทำไมลูกสาวต้องดูแลลูกชาย?
  • ทำไมลูกชายไม่ต้องทำงานบ้าน?
  • ทำไมผู้หญิงต้องอดทนมากกว่าผู้ชาย?
    การตั้งคำถามช่วยให้เราเห็นว่าค่านิยมบางอย่างอาจไม่ถูกต้อง

2. สร้างความเปลี่ยนแปลงในครอบครัว

  • ให้ลูกชายทำงานบ้านเท่าลูกสาว
  • เปิดโอกาสให้ลูกสาวเลือกเส้นทางชีวิต
  • สอนลูกทุกคนว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ

3. เปลี่ยนการสนทนาในสังคม

  • หยุดพูดว่า “เป็นผู้ชายก็แบบนี้แหละ”
  • หยุดพูดว่า “ผู้ชายเค้าไม่ร้องไห้กัน”
  • ส่งเสริมให้ทั้งชายและหญิงแสดงอารมณ์ได้
  • สนับสนุนเสรีภาพในการเป็นตัวเอง

4. ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงในระดับสถาบัน

  • สนับสนุนหลักสูตรการศึกษาที่เน้นความเท่าเทียม
  • ผลักดันนโยบายที่ลดการแบ่งแยกตามเพศ เช่น การลาคลอดสำหรับพ่อและแม่เท่าเทียมกัน

Toxic Masculinity คือโครงสร้างอำนาจที่กดทับทุกคน

การเปลี่ยนแปลงเริ่มได้จากการตั้งคำถามและหยุดปลูกฝังค่านิยมที่จำกัดอิสระ แล้วคุณล่ะ เคยผลิตซ้ำ Toxic Masculinity โดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า? ลองเริ่มตั้งคำถามวันนี้ เพื่อให้ทุกคนมีอิสระในการเป็นตัวเอง โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเพศกำเนิด

บทความที่เกี่ยวข้อง

Tags :
Share This :

บทความที่เกี่ยวข้อง