จะว่าไปแล้วการทำเล็บเจล ทาเล็บในกลุ่มผู้ชายนั้นไม่ได้เป็นความแปลกใหม่ หรือพึ่งเกิดขึ้นมาในศักราชนี้แต่อย่างใด เพราะมีมายาวนานมากๆ เริ่มต้นจาก…
อารยธรรมเมโสโปเตเมีย
โดยเฉพาะในเมืองบาบิโลน (Babylon) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอำนาจในสมัยนั้น การทาสีเล็บเป็นเครื่องหมายของอำนาจและสถานะทางสังคม ผู้ชายที่มีอำนาจและความมั่งคั่งจะทาสีเล็บด้วยสีเข้ม เช่น สีดำจากโคอัลหรือสีเขียวจากแร่ธาตุ เช่น กาเลน่า (galena) และมาลาไคต์ (malachite) สีเข้มและเข้มข้นยิ่งขึ้นจะแสดงถึงอำนาจและสถานะที่สูงขึ้น ในขณะที่ผู้ชายชั้นล่างจะใช้สีเขียวเฉดที่อ่อนกว่า
อารยธรรมอียิปต์โบราณ
การทาสีเล็บเป็นประเพณีที่มีความสำคัญทางสังคมและศาสนา โดยใช้เฮนน่า (henna) เป็นส่วนประกอบหลักในการทาสีเล็บ ซึ่งจะให้สีแดงน้ำตาล เฮนน่าไม่เพียงแต่ใช้เพื่อความงามเท่านั้น แต่ยังใช้เพื่อแสดงถึงสถานะทางสังคมด้วย สีแดงเข้มถือเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความมั่งคั่ง โดยเฉพาะในหมู่ราชวงศ์ เช่น สมเด็จพระราชินีเนเฟอร์ติติ (Nefertiti) และสมเด็จพระราชินีคลีโอพัตรา (Cleopatra) ซึ่งใช้สีแดงเข้มเพื่อแสดงถึงสถานะของตน นอกจากนี้ สมัยอียิปต์ยังมีการใช้โลหะมีค่า เช่น ทองคำและเงิน เพื่อประดับเล็บ ซึ่งเป็นการแสดงถึงความมั่งคั่งและอำนาจของชนชั้นสูง ประกอบกับมีการใช้อักษรไฮโรกลิฟฟิกในการออกแบบเล็บเพื่อแสดงออกถึงองค์ความรู้และความเคารพต่อวัฒนธรรมการบูชาเทพเจ้า
ราชวงศ์โจวของจีน
ในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-907) การทาสีเล็บได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่สตรีชั้นสูง ซึ่งใช้สีแดงจากดอกเฟิ่งเซียนและดอกจื่อเจี่ยในการทาสีเล็บ โดยเฉพาะสีแดงเข้มถือเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความมั่งคั่ง ในสมัยโบราณ การทาสีเล็บผิดสีอาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงถึงขั้นประหารได้เลยทีเดียว
ในช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มมีการผลิตยาทาเล็บอย่างจริงจัง โดยมีการใช้ไนโตรเซลลูโลสเป็นส่วนประกอบหลัก บริษัท Cutex เปิดตัวสีทาเล็บในปี 1911 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตสีทาเล็บแบบสมัยใหม่
ปัจจุบันการทำเล็บเจล (Gel nails) เป็นเทคนิคที่พัฒนามาจากการทาสีเล็บโดยใช้ไฟ UV หรือ LED เพื่อให้เจลแข็งตัวและติดทนบนเล็บได้อย่างยาวนานถึง 2-3 สัปดาห์ (ขึ้นอยู่กับการดูแลของแต่ละคน) และสามารถแต่งแต้มออกแบบผสมวัสดุตกแต่งได้หลากหลายรูปแบบ
สำหรับการแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองผ่านการออกแบบเล็บที่มีสีสันและรูปแบบที่หลากหลายในกลุ่มวัยรุ่นผู้ชายมีส่วนได้รับอิทธิพลมาจากกระแสแฟชั่นแบบ Androgynous เห็นได้ชัดเจนเช่นตัวพ่อด้านแฟชั่นอย่าง Harry Styles, G-Dragon ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินที่มีความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง
การทำเล็บเจลถือเป็นกิจกรรมหลีกเร้นความจำเจจากการทำสีเล็บแบบเดิมๆ เป็นศิลปะทำหน้าที่แสดงออกตัวตนความชื่นชอบส่วนตัวคล้ายรอยสักที่มันได้กระโดดไปไกลมากกว่าข้อจำกัดเรื่องเพศไปแล้ว ส่วนราคาเซ็ตนึงมีตั้งแต่แบบจับต้องได้หลักร้อยต้นๆ ไปจนถึงราคา 1,500 บาทเลยทีเดียว แต่ก็นั่นแหละนะ พ.ศ. นี้ ต้องเล็บเจลเท่านั้น
ที่มาของข้อมูลด้านประวัติศาสตร์:
- https://nd24.de/en/pages/die-geschichte-der-nagelkunst-nageldesign-und-nailart-wie-alles-begann
- https://englishnews.eu/the-long-history-of-nail-art/
- https://nailknowledge.org/blog/cultural-influences-of-nail-technology-in-ancient-egypt
บทความที่เกี่ยวข้อง
- Giorgio Armani ความรักแบบไม่ป่าวประกาศ กับแฟชั่นที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล
- Ysabel Jurado ผู้ท้าชิงตำแหน่งสภาเมือง LA และการเคลื่อนไหวของผู้นำไบเซ็กชวล
- 26 วันบนเกาะ Survivor กับการเดินทางค้นหาตัวตนของ Teeny Chirichillo
- Inspired People/Villain of The Week: Regina George มาสินังบ้านนอก มาดูว่าควีนบีเขาเป็นกันยังไง
- สถิติพบว่าใน 1 ปี ผู้หญิงไทย ตรวจพบมะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer) จำนวน 12,956 ราย