ARTICLE

10 เรื่องเกี่ยวกับ LGBTQ+ ที่ถูกค้นหามากที่สุดในครึ่งปี 2025 ทั้งในไทยและทั่วโลก

อินโฟกราฟิก 10 ประเด็นเกี่ยวกับ LGBTQ+ ที่ถูกค้นหามากที่สุดในครึ่งปี 2025 ทั่วโลกและไทย GENDERATION

Genderation ชวนอ่าน 10 ประเด็นสำคัญ ที่ทุกคนพูดถึงมากที่สุดในครึ่งปีแรกของ 2025

ซึ่งในปีนี้ ถือว่าเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงและการถกเถียงเรื่องสิทธิ LGBTQ+ มากมายทั้งกฎหมายสมรสเพศเดียวกันในไทย สู่การต่อสู้ด้านสิทธิและการยอมรับในเวทีโลก ประเด็นร้อนที่เกี่ยวพันกับการเมือง วัฒนธรรมออนไลน์ และความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ตลอดจนเสียงสะท้อนเรื่องสุขภาพจิตและสิทธิของคนข้ามเพศ ที่ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้และเรียกร้องต่อไป

10 ประเด็นนี้ชวนให้เราได้เห็นภาพรวมว่าโลกกำลังเดินหน้าไปทางไหน และอะไรคือสิ่งที่ยังต้องการความเปลี่ยนแปลง จะมีประเด็นไหนบ้างนั้นมาดูกัน 

1. กฎหมายสมรสเพศเดียวกันในไทย (Same-Sex Marriage Act)

ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีการบังคับใช้กฎหมายสมรสเพศเดียวกัน เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2025 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ในเรื่องสิทธิ LGBTQ+ ในไทย

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ คู่รักเพศเดียวกันไม่สามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย กระบวนการผลักดันกฎหมายนี้ใช้เวลากว่า 20 ปี ผ่านการอภิปรายและความเห็นทั้งสนับสนุนและต่อต้าน จนในปี 2024-2025 ร่างพ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมได้รับการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

และในวันแรกของกฎหมายมีคู่รักทั่วประเทศกว่า 2,799 คู่ลงทะเบียนสมรสเพื่อเฉลิมฉลองสิทธินี้ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของสิทธิ LGBTQ+ ในไทยและสะท้อนมุมมองสังคมที่เปิดกว้างและเท่าเทียมมากขึ้น

2. ร่างกฎหมายคุ้มครองไม่เลือกปฏิบัติ (Anti-Discrimination Bill)

มีการเคลื่อนไหวให้มีร่างกฎหมายที่ห้ามการเลือกปฏิบัติบนฐานของอัตลักษณ์ทางเพศและเพศสภาพในไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้คนสนใจมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสิทธิพื้นฐานในที่ทำงาน สังคม และบริการต่าง ๆ


ร่างกฎหมายนี้ถูกเสนอขึ้นเพื่อตอบสนองช่องว่างและข้อจำกัดของกฎหมายความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 (2025) ที่ไม่สามารถคุ้มครองกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศได้อย่างเต็มที่ เช่น บุคคลข้ามเพศและอินเตอร์เซ็ก

และร่างกฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้นให้มีมาตรการคุ้มครองต่อการถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่สาธารณะและพื้นที่ต่าง ๆ เช่น การจ้างงาน การสาธารณสุข การศึกษา การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม รวมถึงสิทธิในการใช้คำนำหน้าชื่อและการรับรองเพศสภาพตามเจตจำนงของบุคคลโดยตรง โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ชัดเจนเกี่ยวกับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ เพื่อลดอุปสรรคและสร้างความเท่าเทียมในสังคม

3. ความปลอดภัยและนโยบายของโซเชียลมีเดีย

รายงาน Social Media Safety Index 2025 ของ GLAAD พบว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลักหลายแห่งได้ลดทอนการคุ้มครองกลุ่ม LGBTQ+ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบายต่อต้านการพูดเกลียดชัง (hate speech) ซึ่งมีการลบคำว่า “gender identity and expression” ออกจากนโยบายเหล่านี้ ทำให้ LGBTQ+ มีความเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดทางออนไลน์มากขึ้น

รายงานประเมิน 6 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ TikTok, Facebook, Instagram, YouTube, Threads และ X (เดิมคือ Twitter) โดยให้คะแนนในด้านความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพในการแสดงออกของ LGBTQ+ ผลคะแนนโดยรวมต่ำมาก โดย TikTok ได้คะแนนสูงสุดเพียง 56% ขณะที่ X ได้คะแนนต่ำสุดที่ 30% แพลตฟอร์มอย่าง Meta (Facebook, Instagram, Threads) และ YouTube ที่เพิกเฉยต่อนโยบายความปลอดภัย LGBTQ+  เช่น อนุญาตให้มีการพูดแสดงความเกลียดชังต่อ LGBTQ+ รวมถึงการถอดถอนบัญชีหรือเนื้อหาที่ไม่ควรถูกลบ, การปิดกั้นเนื้อหา หรือการลดการเผยแพร่เนื้อหา LGBTQ+ โดยไม่สมเหตุสมผล แม้จะเป็นเนื้อหาที่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม

4. Hungary: กฎหมายห้ามงาน Pride และการแสดงออกทางเพศ

ฮังการีผ่านกฎหมายที่ห้ามการจัดงาน Pride และใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าติดตามผู้เข้าร่วมงาน รวมถึงห้ามโปรโมทความหลากหลายทางเพศต่อเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี 

กฎหมายนี้ส่งผลกระทบทำให้งาน Budapest Pride ถูกห้ามจัดอย่างเป็นทางการ โดยผู้เข้าร่วมชุมนุมอาจถูกปรับเงินตั้งแต่ 6,500 ถึง 200,000 ฟอรินต์ (16-500 ยูโร) และผู้จัดงานอาจถูกจำคุกสูงสุด 1 ปี

5. การใช้วาทกรรมต่อต้าน LGBTQ+ ในการเมืองในหลายประเทศ

องค์กร Outright International รายงานว่ามีอย่างน้อย 51 ประเทศทั่วโลก ที่มีนักการเมืองใช้วาทกรรมต่อต้าน LGBTQ+  ในช่วงการเลือกตั้ง โดยการใช้คำพูดและนโยบายที่ต่อต้านความหลากหลายทางเพศกลายเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่ดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมหรือสร้างความกลัวในสังคม

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในสหรัฐอเมริกา ที่มีการผ่านกฎหมายต่อต้านคนข้ามเพศจำนวนมาก รวมถึงการจำกัดสิทธิ์ทางสุขภาพและการศึกษาเกี่ยวกับ LGBTQ+ อีกทั้งยังมีการออกคำสั่งฝ่ายบริหารที่เน้นนิยามเพศแบบเดียวที่ยึดตามเพศที่บันทึกตั้งแต่เกิด เช่นเดียวกับฮังการีที่รัฐบาลฟิเดสซ์ผ่านกฎหมายจำกัดสิทธิของ LGBTQ+ อย่างเข้มงวด เช่น การห้ามงาน Pride และการแบนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQ+ ต่อเด็ก เพื่อสร้างภาพลักษณ์อนุรักษ์นิยมและเน้นประเด็น ปกป้องเยาวชนต่อเนื้อหาที่มีความหลากหลายทางเพศ  ซึ่งถือเป็นวาทกรรมที่ถูกใช้เพื่อจำกัดเสรีภาพและสิทธิของกลุ่ม LGBTQ+  และส่งผลให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายที่เปิดทางให้มีการเลือกปฏิบัติต่อชุมชน LGBTQ+ ทั่วโลก

6. การปฏิเสธร่างกฎหมายการจดทะเบียนคู่ชีวิตเพศเดียวกันในฮ่องกง

แม้ศาลสูงสุดฮ่องกงให้คำสั่งให้รัฐบาลกำหนดกรอบในการรับรองคู่ชีวิตเพศเดียวกันแล้ว แต่ในปี 2025 รัฐสภาฮ่องกงกลับปฏิเสธกฎหมาย “Registration of Same-Sex Partnerships Bill” ซึ่งทำให้สิทธิขั้นพื้นฐานหลายๆ อย่าง (เช่น สิทธิในด้านการรักษาพยาบาล สิทธิหลังคนตาย ฯลฯ) ยังไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่

7. ทิศทางของงาน Pride & การเฉลิมฉลอง LGBTQ+ ที่กลับไปสู่จุดที่เน้นการประท้วง (Protest) มากขึ้น

โดยเฉพาะในสหรัฐฯ มีรายงานว่า งาน Pride Month 2025 มีแนวโน้มกลับไปเน้นการประท้วง (protest) และเรียกร้องสิทธิมากขึ้น เนื่องจากแรงกดดันทางการเมืองและสังคมที่สูงขึ้นจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมและนโยบายของรัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การบริหารของทรัมป์ 2.0 ที่ลดทอนสิทธิ LGBTQ+ เพิ่มขึ้น เช่น การออกคำสั่งฝ่ายบริหารที่ต่อต้าน “gender ideology” และยกเลิกโปรแกรมที่สนับสนุนความหลากหลายทางเพศในหน่วยงานรัฐ   โดยผู้จัดงานต้องหาทรัพยากรทางการเงินเองมากขึ้น และกิจกรรมหลายอย่างได้เน้นประเด็นสิทธิและการเรียกร้องสิทธิมากกว่าความบันเทิงหรือเฉลิมฉลองความหลากหลายเพียงเท่านั้น

8. ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง LGBTQ+ ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก

หลังจากผ่านกฎหมายสมรสเพศเดียวกัน ประเทศไทยได้รับคำชมในด้านสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับ LGBTQ+ จากสื่อและองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง  


นอกจากนี้ประเทศไทยได้รับรางวัล “Best LGBTQ Destination 2025” จาก Spartacus Travel Awards  เป็นรางวัลที่พิจารณาจากการโหวตของผู้อ่านและการคัดเลือกโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งรวมถึงผู้แทนจากวงการการท่องเที่ยว สื่อมวลชน และสายการบิน โดยประเทศไทยได้รับการยอมรับจากหลายปัจจัย เช่น การประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมในเดือนมกราคม 2025 แหล่งท่องเที่ยวที่เป็น LGBTQ+ Friendly เช่น กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ รวมถึงการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทย



การได้รับรางวัลนี้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในภาพลักษณ์ของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว LGBTQ+ ที่ต้องการสถานที่ปลอดภัย เปิดกว้าง และเป็นมิตร

9. ทัศนคติต่อคนข้ามเพศและบุคคลที่ไม่ระบุเพศในไทย

ในการสำรวจของ Ipsos Pride 2025 พบว่าคนไทยกว่า 67%  มีแนวโน้มสนับสนุนให้บุคคล LGBTQ+ แสดงอัตลักษณ์ทางเพศได้อย่างเปิดเผย มีตัวเลือกอื่นในเอกสารราชการ นอกเหนือจาก “ชาย/หญิง” มากกว่าค่าเฉลี่ยโลก ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 47%

นอกจากนี้ ยังมี 73% ที่เห็นด้วยว่าควรมีตัวเลือกอื่นในเอกสารราชการ เช่น หนังสือเดินทาง นอกเหนือจาก “ชาย” และ “หญิง” สำหรับคนที่ไม่ระบุหรือไม่ตรงกับเพศชายหญิงโดยตรง ซึ่งก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 46%

10. การสนับสนุน LGBTQ+ ทางออนไลน์และในพื้นที่เสมือน (virtual / metaverse)

การศึกษาในปี 2025 พบว่าการสนับสนุนกลุ่มเยาวชน LGBTQ+ ทางออนไลน์และในพื้นที่เสมือน เช่น metaverse และแพลตฟอร์ม virtual ต่าง ๆ มีผลดีต่อสุขภาพจิตของเยาวชนกลุ่มนี้อย่างมาก

การเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนและพื้นที่ปลอดภัยในโลกเสมือนช่วยให้ผู้คน LGBTQ+ สามารถแสดงอัตลักษณ์ทางเพศได้อย่างเปิดเผย ปลอดภัย และลดความรู้สึกโดดเดี่ยวทางจิตใจได้มากกว่าบางสถานการณ์ในโลกความจริง

โลกเสมือนช่วยเปิดพื้นที่สังคมที่ไม่มีอคติและความเสี่ยงจากการถูกต่อต้านทางกายภาพ หรือการถูกกีดกันจากครอบครัวและสังคม นอกจากนี้ พื้นที่เหล่านี้ยังอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการสนับสนุนทางจิตใจ เช่น การพูดคุยในกลุ่มสนับสนุนออนไลน์ การให้คำปรึกษา และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและการยอมรับในตัวตนการใช้เทคโนโลยีเสมือนจริงจึงกลายเป็นแนวทางเสริมสำคัญในการดูแลสุขภาพจิต LGBTQ+ โดยเฉพาะในประเทศหรือพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงต่อการถูกเลือกปฏิบัติ หรือมีข้อจำกัดทางสังคมสูง

ที่มาของข้อมูล:

  1. https://www.ipsos.com/en-th/ipsos-pride-survey-2025-thailand-leads-key-areas-lgbt-acceptance
  2. https://glaad.org/releases/glaad-social-media-safety-index-2025/
  3. https://www.reuters.com/world/asia-pacific/thailands-same-sex-marriage-law-2025-01-23
  4. https://www.theguardian.com/world/2025/sep/11/politicians-in-at-least-51-countries-used-anti-lgbtq-rhetoric-during-elections-ngo-finds

บทความที่เกี่ยวข้อง

Share This :

บทความที่เกี่ยวข้อง