ARTICLE

Same-sex attraction แรงดึงดูดเพศเดียวกัน อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์จริงไหม?

แรงดึงดูดเพศเดียวกันอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์จริงไหม Same-Sex Attraction

อย่าเพิ่งตัดสินว่าคำว่าทฤษฎีจะต้องดูน่าเบื่อ และเข้าถึงยากเสมอไป เช่นเดียวกันกับเรื่อง same-sex attraction หรือแรงดึงดูดต่อเพศเดียวกัน

ซึ่งทาง Genderation เราเชื่อว่าต่อให้คุณนิยามตัวตนว่าเป็น สเตรท (straight) ที่ไม่ได้นิยามตัวตนว่าเป็นเกย์ หรือ ไบเซกชวล ก็อาจมีความรู้สึกกับเพศเดียวกันได้ และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด เพรามีทั้งวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา และวิวัฒนาการมาช่วยอธิบายให้เราเข้าใจภาพใหญ่ของหัวใจมนุษย์ ว่าเราสามารถตกหลุมรักเพศเดียวกันได้จริงๆ 

เวลาคนพูดถึงคำว่า “straight” หรือ “ตรงเพศ” ทุกคนมักจะเข้าใจว่า เพศชายต้องชอบ เพศหญิงอย่างเดียว และ เพศหญิงต้องชอบ เพศชายอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วภาพของความรักและแรงดึงดูดของมนุษย์ไม่ได้อยู่แค่ขาวกับดำ แต่เป็น สเปกตรัม

มุมมองว่าความรักเป็น “สเปกตรัม” ไม่ใช่แค่สองขั้ว

ก่อนอื่นเราต้องเลิกคิดว่าความโน้มเอียงทางเพศเป็นแบบ “ดำกับขาว” เสมอไป นักวิจัยอย่าง Alfred Kinsey เสนอว่า sexual orientation หรือแรงดึงดูดทางเพศไม่ได้เป็นแค่ “straight” หรือ “เกย์” แต่อยู่บนเส้น สเปกตรัม ตั้งแต่ 0 (ตรงเพศอย่างเดียว) ถึง 6 (ชอบเพศเดียวกันอย่างเดียว) และมีบางคนอยู่ตรงกลางที่อาจมีแรงดึงดูดต่อทั้งสองเพศด้วยโดยมีระดับกลาง ๆ ที่หลากหลาย และถือว่าเป็นเรื่องปกติ

  • คนที่บอกว่าเป็น straight ก็อาจเคยมีความรู้สึกดึงดูดทางอารมณ์หรือคิดถึงคนเพศเดียวกันในบางช่วงของชีวิต
  • คนหลายคนพบว่าการใช้ “ป้ายกำกับ” อย่าง straight/bi/gay ไม่ได้บอกภาพทั้งหมดของแรงดึงดูดหรือประสบการณ์ทางใจ 

ประเด็นสำคัญคือ คนแทบทุกคนมีแรงดึงดูดทางเพศที่ไม่คงที่เหมือนกันหมด และความรู้สึกดึงดูดไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “เพศเดียวกัน” หรือ “ต่างเพศ” แบบสุดขั้วเสมอไป

ปัจจัยชีววิทยา: สมอง ฮอร์โมน และยีน

หลายคนอาจเคยคิดว่าการรักเพศเดียวกันเป็นผลของสิ่งแวดล้อมล้วน ๆ แต่งานวิจัยกลับบอกว่าชีววิทยาก็มีบทบาทด้วยนะ

มีงานศึกษาที่พบรูปแบบของสมองที่แตกต่างกันตามแรงดึงดูดทางเพศ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างสมองอาจเกี่ยวข้องกับการดึงดูดทางเพศ ไม่ใช่แค่การเลือกเองโดยเฉพาะ

Sexual fluidity: ความยืดหยุ่นของแรงดึงดูด

งานวิจัยจาก Scientific Reports พบว่าเมื่อคนที่ระบุว่าเป็น “straight” อ่านข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติของแรงดึงดูดที่เป็น fluid หรืออยู่บน continuum มากขึ้น

  • พวกเขาเริ่มรายงานว่าตัวเองมีแรงดึงดูดแบบ “non-exclusive heterosexual” มากขึ้น
  • บางคนยังแสดงความเต็มใจที่จะมีประสบการณ์โรแมนติกหรือสัมพันธ์กับเพศเดียวกันมากกว่าเมื่อก่อนด้วย

    หมายความว่า:

แม้คนจะระบุว่าตัวเองเป็น straight แต่แรงดึงดูดของมนุษย์ อาจไม่ตายตัวตลอดชีวิต

และความคิดเกี่ยวกับตัวเองอาจเปลี่ยนได้เมื่อเราเข้าใจความซับซ้อนของความรักและแรงดึงดูดมากขึ้น

ในการศึกษาหนึ่งกับนักศึกษาที่บอกว่าตัวเองเป็น straight พบว่า:
– มีส่วนหนึ่งที่รายงานว่า มีแรงดึงดูดทางเพศ/จินตนาการ หรือพฤติกรรมบางอย่างที่เกี่ยวกับเพศเดียวกัน แม้จะนิยามตัวเองเป็น heterosexual ก็ตาม

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอื่น ๆ ชี้ว่า:
– แรงดึงดูดทางเพศเวลายังเป็นวัยรุ่นหรือในช่วงแรกของผู้ใหญ่อาจเปลี่ยนแปลงและไม่ได้เสถียรเหมือนกับวัยกลางคน

ทำไมคนถึงคิดว่าตัวเอง “straight” แต่ยังอาจมีแรงดึงดูดต่อเพศเดียวกัน?

เหตุผลจากงานวิจัย เช่น:

ความสนใจ/แรงดึงดูด ≠ พฤติกรรมเสมอไป

คนอาจรู้สึก “คิดถึง” หรือ “รู้สึกดีเมื่ออยู่ใกล้เพศเดียวกัน” แต่ไม่ได้มีพฤติกรรมทางเพศหรือเลือกคู่อย่างชัดเจน

ตัวตน (identity) ถามว่า “ฉันคือใคร?”

ผู้คนมักตั้งป้ายคำบอกตัวตนตามความคาดหวังทางสังคม (เช่น ต้องเป็น straight เพราะสังคมตรงเพศคาดหวังแบบนั้น) แทนที่จะตั้งตามความรู้สึกจริง ๆ

ปัจจัยวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

งานบางชิ้นชี้ว่าการรับรู้ว่าการดึงดูดเป็นสเปกตรัมช่วยให้คน เปิดใจกว้างขึ้นและยอมรับแรงดึงดูดของตัวเองมากขึ้น แทนที่จะยึดคำนิยามแบบตรง ๆ อย่างเดียว

แรงดึงดูด vs อัตลักษณ์: คนไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน

งานวิจัยในด้านสุขภาพและสำรวจเชิงสถิติทั่วโลกพบว่ามีความต่างระหว่าง:

– ความ ดึงดูด ที่รู้สึกต่อคนอื่น
– ตัวตนหรืออัตลักษณ์ ว่าตนเองเป็นอะไร (เช่น gay, bi ฯลฯ)
– ประสบการณ์ทางพฤติกรรมจริง

การศึกษาพบว่ามีคนจำนวนมากที่อาจรู้สึกดึงดูดเพศเดียวกันเป็นช่วง ๆ หรือปริมาณที่เปลี่ยนไปตามเวลา สะท้อนให้เห็นว่าความรักและแรงดึงดูดเป็นเรื่องที่ พลวัต มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลามากกว่าที่เราคิด

การพัฒนาตัวตนและภูมิทัศน์ทางสังคม

นอกจากปัจจัยชีววิทยาและวิวัฒนาการแล้ว ยังมีงานวิจัยเชิงคุณภาพที่สำรวจ ประสบการณ์ชีวิต ของคนที่มีแรงดึงดูดเพศเดียวกันเอง เช่น

– การที่คนหนุ่ม ๆ เริ่มตระหนักว่าตัวเองรู้สึกต่างจากคนอื่น
– การเรียนรู้และยอมรับตัวเอง
– การจัดการกับมุมมองจากคนรอบข้างและครอบครัว

งานวิจัยบางชิ้นพบว่ากระบวนการ “ตระหนักรู้ตัวตน (identity development)” เป็นเรื่องยาวและมีหลายขั้นตอนตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่


อย่างไรก็ตาม same-sex attraction หรือการตกหลุมรักเพศเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากการปะทะกันของ:

– ปัจจัยชีววิทยา (สมอง ยีน ฮอร์โมน)

–  ทฤษฎีวิวัฒนาการที่อธิบายว่าคุณลักษณะนี้ยังอยู่มาตลอด

– แรงดึงดูดที่เป็นทั้งสเปกตรัมและหลากหลาย

– ประสบการณ์การค้นหาอัตลักษณ์ในโลกที่เปลี่ยนไป

ทุกคนไม่เหมือนกัน แต่ก็เป็นเรื่องธรรมชาติและส่วนหนึ่งของมนุษยชาติอย่างลึกซึ้ง

และในขณะเดียวกัน Straight ไม่ได้หมายความว่าคนไม่มีทางตกหลุมรักเพศเดียวกันเลย

–  ความรักและแรงดึงดูดเป็นสเปกตรัมที่ยืดหยุ่น

– ตัวตนอาจไม่สะท้อนแรงดึงดูดหรือประสบการณ์ทั้งหมด

– มีงานวิจัยที่ชี้ว่าคนที่ระบุว่าเป็น straight อาจยอมรับแรงดึงดูดที่ซ่อนอยู่ได้เมื่อเวลาผ่านไปหรือเมื่อเข้าใจตัวเองมากขึ้น


ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่างและหลากหลายใบนี้ Gendertion เราเชื่อว่า ความรักคือความรู้สึกที่มีสีสันและความซับซ้อน มากกว่าการนิยามเป็นรูปบบใดรูปแบบหนึ่ง


ที่มาของข้อมูล:

  1. https://www.verywellmind.com/what-is-the-kinsey-scale-5199426?utm_source
  2. https://www.wired.com/2008/06/scientists-link/?utm_source
  3. https://www.nature.com/articles/s41598-021-94479-9?utm_source
  4. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/22476518/
  5. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/3363?utm_source 

บทความที่เกี่ยวข้อง

Share This :

บทความที่เกี่ยวข้อง