Gender Vocabulary
เจนเดอร์โวแคบูลารี
Abrosexual (n.)
(อะ-โบร-เซ็ก-ชวล)
แปลว่า ผู้ที่เปลี่ยนแปลงหรือเลื่อนไหลกลับไปมาระหว่างเพศสภาพหลากหลายแบบอย่างรวดเร็ว
มีงานวิจัยบางชิ้นระบุว่าบางคนอาจประสบกับการเปลี่ยนแปลงรสนิยมทางเพศของตน และสิ่งนี้มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นกับเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
Adultism
(อะ-ดัล-ทิ-ซึม)
หมายถึงพฤติกรรมและทัศนคติที่อยู่บนสมมติฐานว่าผู้ใหญ่ดีกว่าคนหนุ่มสาว และมีสิทธิ์ที่จะกระทำต่อคนหนุ่มสาวโดยไม่ต้องขอความยินยอม
ลักษณะคือ
– การไม่เคารพและลดคุณค่าของเด็กและเยาวชน
– การควบคุมและจำกัดสิทธิของเด็กและเยาวชนมากเกินไป
– การไม่รับฟังความคิดเห็นหรือไม่ให้ความสำคัญกับเสียงของเด็กและเยาวชน
– การมองว่าเด็กและเยาวชนด้อยกว่าหรือไม่มีความสามารถเท่าผู้ใหญ่
Adultism สามารถส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนในหลายด้าน เช่น
– ทำลายความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตนเอง
– ทำให้รู้สึกไร้ค่าและไร้อำนาจ
– ลดความสามารถในการทำหน้าที่ในสังคม
– อาจนำไปสู่พฤติกรรมทำลายตัวเองหรือก้าวร้าว
การแสดงออก
Adultism อาจแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น
– ในครอบครัว – การไม่ให้เด็กมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
– ในโรงเรียน – การควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนมากเกินไป
– ในสังคม – การไม่เปิดโอกาสให้เยาวชนมีบทบาทในการกำหนดข้อกำหนด นโยบาย
การตระหนักถึงและแก้ไขปัญหา adultism จะช่วยสร้างสังคมที่เคารพและให้คุณค่ากับเด็กและเยาวชนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในระยะยาว
Affirmed Gender (n.)
(แอฟ-เฟิร์ม-เจน-เดอร์)
หมายถึง เพศ ที่บุคคลต้องการระบุเพื่อให้เป็นที่รับรู้ เป็นคำที่ใช้เพื่อแทนคำเดิมเช่น เพศใหม่ หรือ เพศทางเลือก เพราะคำว่าเพศใหม่ หมายความว่าเพศนั้นไม่ใช่เพศของตนเองตั้งแต่แรก และเพศทางเลือกหมายถึงว่าบุคคลได้เลือกเพศนี้มาไม่ใช่เป็นเพศของตนเองอยู่แล้ว
Agender (n.)
(อา-เจน-เดอร์)
แปลว่า บุคคลที่ไม่นิยมระบุอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง หรือระบุว่าตนเองไม่มีอัตลักษณ์ทางเพศ, ผู้ที่ไม่จำแนกว่าตนเองอยู่ในเพศสภาพใด ๆ เลย
Ally (n.)
(แอล-ลาย) ‘พันธมิตร’ เป็นคำที่ใช้อธิบายคนที่สนับสนุน LGBTIQNA+ ไม่ว่าจะเป็นในมิติส่วนตัวหรือในฐานะผู้สนับสนุนงานรณรงค์ Ally โดยทั่วไปมักจะระบุว่าตัวเองเป็นคนตรงเพศ (การแสดงออก รสนิยมทางเพศ ตรงกับอวัยวะเพศ) แต่ก็มีผู้ใช้ในมิติที่ว่า ตัวเองอยู่ในกลุ่ม LGBTIQNA+ และเป็น Ally ของคนข้ามเพศ (Transgender) เช่นกัน
Apololie
(อะ-พอล-โล-ไล)
หมายถึง: แสร้งขอโทษ, การขอโทษแบบปลอม ๆ หรือการแก้ตัวโดยไม่จริงใจ
เกิดจากการรวมกันของคำว่า “Apologize” (ขอโทษ) + “Lie” (โกหก)
Apolo-lie หมายถึง การแสร้งขอโทษ โดยไม่จริงใจ มีที่มาจากรายการ RuPaul’s Drag Race
ซึ่งถูกใช้ครั้งแรกจาก Widow Von Du ผู้เข้าแข่งขันรายการในซีซันที่ 12 (ออกอากาศเมื่อปี 2020)
โดยเธอได้พูดถึงเพื่อนร่วมรายการที่พยายามจะแสร้งทำเป็นว่าขอโทษเธอ ทั้งที่ใคร ๆ ก็ดูออกว่าคำขอโทษนั้นดูปลอมสุดๆ โดยเธอได้กล่าวว่า “I hate backtracking-ass bitch… now they’re trying to apolo-lie”
ต่อมาคำนี้ก็ได้ปรากฏในวัฒนธรรม Drag หลายต่อหลายครั้งในเชิงเสียดสีจิกกัด เพื่อสื่อสารถึงพฤติกรรมที่มองว่าเสแสร้ง โดยไม่คำนึงถึงความเป็นทางการระหว่างคู่สนทนา
Apolo-lie ถือเป็นอีกหนึ่งคำแสลงในกลุ่ม Drag ใช้ในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ การขอโทษแบบไม่จริงใจหรือการแก้ตัวแบบหลอกลวง โดยเฉพาะในบริบทที่ตรงกันข้ามกับการขอโทษอย่างจริงใจ
ตัวอย่างการใช้เช่น “Please don’t apolo-lie, please apologize.”
หยุดแสร้งว่ารู้สึกผิดได้แล้ว ขอโทษจากใจจริงสักทีเถอะ เป็นต้น
ที่มาของข้อมูล (1) https://www.wfaa.com/article/entertainment/entertainment-tonight/039rupaul039s-drag-race039-first-look-the-queens-are-called-out-for-telling-apolo-lies-exclusive/603-2aefcb48-9fbe-48cb-9512-80662cb41b4b
(2) https://www.urbandictionary.com/define.php?term=Apolo-lie
Aromantic
(อะ-โร-แมน-ติก)
คำที่ใช้เพื่ออธิบายบุคคลที่ไม่มีความรู้สึกทางโรแมนติกหรือไม่มีความสนใจทางโรแมนติกต่อผู้อื่น คนเหล่านี้อาจมีความสนใจทางเพศหรือไม่มีก็ได้ แต่ไม่มีความปรารถนาหรือไม่ต้องการมีความสัมพันธ์ที่มีลักษณะเชิงโรแมนติกกับผู้อื่น
ความเป็น Aromantic ไม่ได้หมายความว่าไม่สามารถรัก หรือไม่มีความรู้สึกเอาใจใส่ผู้อื่น พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและมีความหมาย ในรูปแบบอื่น ๆ เช่น ความสัมพันธ์แบบพี่น้อง ความสัมพันธ์กับเพื่อน หรือความสัมพันธ์ที่อิงกับความเคารพและความไว้วางใจ
สำหรับบางคน ความเป็น Aromantic อาจเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนที่คงที่ ในขณะที่สำหรับบางคนอาจพบว่าความรู้สึกเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาหรือสถานการณ์ได้ การยอมรับและเข้าใจความหลากหลายของประสบการณ์ทางอารมณ์และความสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญในการเคารพและยอมรับความหลากหลายของมนุษย์
Binary
(ไบ-นา-รี)
ในบริบทของเรื่องเพศหมายถึงระบบที่จำกัดเพศของมนุษย์ไว้เพียงสองประเภทเท่านั้น นั่นคือ ชาย (Male) และหญิง (Female)
ระบบนี้มองว่าเพศของมนุษย์มีเพียงสองแบบและอยู่ภายใต้ขอบเขตที่ชัดเจนจากลักษณะทางชีววิทยาและเพศสภาพ
ในปัจจุบันมีการยอมรับกันมากขึ้นว่าเพศของมนุษย์นั้นมีความหลากหลายและไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สองประเภทนี้เท่านั้น
ลักษณะและสิ่งที่เกิดขึ้นจากระบบไบนารี
- กำหนดเพศสองแบบ มีเพียงชายและหญิงตามลักษณะชีววิทยาเป็นหลัก ดูแค่ตาม โครโมโซมเพศ อวัยวะเพศ และลักษณะทางสรีระภายนอก
- ใช้เพศไบนารีกำหนดกฎหมาย และนโยบายในสังคม
- มีความคาดหวังตามกล่องเพศ เช่น ผู้ชายต้องเข้มแข็งไม่ร้องไห้ ต้องเป็นผู้นำครอบครัว ต้องแข็งแรง ปกป้องคนอื่น ผู้หญิงเป็นเพศละเอียดอ่อนสวยงาม ต้องดูแลครอบครัว ต้องทำงานบ้าน
- อาจเกิดการไม่ยอมรับความหลากหลายนอกเหนือจากชายและหญิง และกีดกันคนที่ไม่เข้ากับระบบไบนารีให้กลายเป็นอื่น เป็นสิ่งผิดปกติ
Bipoc
(บิ-พอค)
BIPOC เป็นคำย่อภาษาอังกฤษที่ย่อมาจาก Black, Indigenous, People of Color ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า คนผิวดำ ชนพื้นเมือง และคนผิวสี คำนี้ถูกใช้เพื่อรวมกลุ่มคนที่ไม่ได้เป็นคนผิวขาวเข้าด้วยกัน และเน้นย้ำถึงประสบการณ์ที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่ม
ทำไมต้องใช้คำว่า BIPOC?
เน้นความแตกต่าง – คำนี้ช่วยให้เห็นว่า แม้คนผิวสีจะถูกมองว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน แต่ก็มีประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไป เช่น คนผิวดำและชนพื้นเมืองมักเผชิญกับความไม่เท่าเทียมทางสังคมและเชื้อชาติมากกว่ากลุ่มอื่นๆ
ให้ความสำคัญกับชนพื้นเมือง – การใส่คำว่า “Indigenous” เข้าไป ช่วยให้เห็นถึงความสำคัญของชนพื้นเมือง และประวัติศาสตร์อันยาวนานของพวกเขา
สร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน – คำนี้ช่วยให้กลุ่มคนที่เคยรู้สึกโดดเดี่ยว มารวมตัวกันเป็นกลุ่มเดียวกัน และช่วยให้เกิดพลังในการเรียกร้องความเท่าเทียม
ทำไมคำนี้ถึงได้รับความนิยม?
– การเคลื่อนไหวต่างๆ เช่น Black Lives Matter ทำให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ภาษาที่ถูกต้องและเป็นธรรม
– สังคมเริ่มให้ความสำคัญกับความหลากหลายมากขึ้น และคำนี้ก็สะท้อนถึงความหลากหลายนั้น
– คำนี้เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2013 แต่เพิ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในช่วงปี 2020
– สื่อโซเชียลมีเดียช่วยให้คำนี้แพร่หลายไปทั่วโลก
สรุป
คำว่า BIPOC เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มคนที่ไม่ได้เป็นคนผิวขาว และเน้นย้ำถึงประสบการณ์ที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่ม การใช้คำนี้เป็นการแสดงออกถึงความเคารพและความเข้าใจในความหลากหลายของมนุษย์ และเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่เท่าเทียมกัน
สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม:
– คำว่า BIPOC ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ใช้คำอื่นๆ เช่น คนผิวสี หรือคนเอเชียอีกต่อไป แต่เป็นเพียงการเพิ่มทางเลือกในการสื่อสารให้มีความหมายที่ชัดเจนมากขึ้น
– ควรใช้คำนี้ในบริบทที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการใช้ในทางที่ดูหมิ่นหรือเหยียดหยาม
– การใช้คำนี้ควรมาพร้อมกับการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และปัจจุบันของกลุ่มคนที่อยู่ในกลุ่ม BIPOC
– แม้คำนี้จะมีจุดประสงค์ที่ดี แต่ก็มีข้อวิจารณ์ว่าอาจทำให้เกิดการรวมกลุ่มที่มากเกินไป และไม่ได้สะท้อนประสบการณ์ที่แตกต่างของแต่ละกลุ่ม
Cassgender
แคสเจนเดอร์
เป็นหนึ่งในอัตลักษณ์ทางเพศ (gender identity) ที่อยู่ในสเปกตรัมของความหลากหลายทางเพศ โดยคำว่า “Cassgender” มาจากคำว่า “cass” ซึ่งเป็นคำย่อจาก cassus ในภาษาละติน แปลว่า “ว่างเปล่า” หรือ “ไร้ค่า”
ความหมายของ Cassgender:
คืออัตลักษณ์ของคนที่ รู้สึกว่าเพศของตนไม่มีความสำคัญ หรือไม่มีความหมายต่อการนิยามตัวเอง อาจจะรู้ว่าตัวเองมีเพศ แต่ไม่รู้สึกผูกพันหรือให้ความสำคัญกับมัน บางคนอาจรู้สึกว่าเพศไม่ส่งผลต่อความเป็นตัวตนของเขาเลย
ตัวอย่างการแสดงออกของคนที่เป็น Cassgender:
- ไม่สนใจว่าคนอื่นจะรับรู้เพศตนเองเป็นอะไร
- ไม่รู้สึกว่าเพศมีผลต่อชีวิตประจำวันหรือการแสดงออก
- อาจรู้สึกว่า “ฉันก็มีเพศนะ แต่ไม่จำเป็นต้องพูดถึง หรือมันไม่ได้สำคัญอะไร”
Cassgender ต่างจาก Agender อย่างไร?
- Agender คือไม่มีอัตลักษณ์ทางเพศเลย (รู้สึกว่าไม่มีเพศ)
- Cassgender คือมีอัตลักษณ์ทางเพศหรือรู้ว่ามีเพศ แต่ไม่รู้สึกว่ามันมีความหมายอะไรสำหรับตนเอง
Cisgender
(ซิส-เจน-เดอร์)
บุคคลที่อัตลักษณ์ทางเพศตรงกับเพศที่ถูกกำหนดให้เมื่อเกิด นั่นคือ ระบุตัวตนว่าเป็นชายหรือหญิงตามอวัยวะเพศที่ปรากฏเมื่อเกิด
เช่น คนคนหนึ่งถูกกำหนดว่าเป็นเพศหญิงเมื่อเกิดและเมื่อเติบโตขึ้นก็รู้สึกและระบุตัวตนว่าเป็นหญิง จะถูกเรียกว่า “ซิสเจนเดอร์หญิง” เช่นเดียวกันหากบุคคลที่ถูกกำหนดว่าเป็นเพศชายเมื่อเกิดและระบุตัวตนว่าเป็นชาย เขาจะเรียกว่า “ซิสเจนเดอร์ชาย”
ตรงกันข้ามกับ “transgender” ซึ่งหมายถึงบุคคลที่อัตลักษณ์ทางเพศไม่ตรงกับเพศที่พวกเขาถูกกำหนดให้เมื่อเกิด
คำว่า “cisgender” ช่วยให้สามารถพูดถึงประสบการณ์ของบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศตรงกับเพศเกิดได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องสันนิษฐานว่าเป็น “ปกติ” หรือ “มาตรฐาน” เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและยอมรับความหลากหลายของอัตลักษณ์ทางเพศในสังคม
ลักษณะ ของ CISGENDER
- เพศกำเนิดและเพศระบุตัวตนตรงกัน
- ไม่มีประสบการณ์ของการเปลี่ยนเพศหรือการระบุตัวตนที่ต่างจากเพศกำเนิด
- ส่วนใหญ่ไม่ต้องเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศ
- มักได้รับการยอมรับในสังคมไบนารีโดยอัตโนมัติ
Clannism
แคลน-นิ-ซึม
ระบบเผ่าพันธุ์ เป็นแนวคิดทางสังคมและการเมืองที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มเครือญาติหรือตระกูลเป็นหลัก โดยมีลักษณะสำคัญคือ
– เป็นระบบที่ยึดถือว่าตระกูลหรือกลุ่มเครือญาติเป็นหน่วยทางสังคมที่สำคัญที่สุด
– มีการแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติต่อบุคคลตามการสังกัดตระกูลหรือเผ่าพันธุ์
– มักพบในสังคมที่มีโครงสร้างแบบเผ่า โดยเฉพาะในแอฟริกาและตะวันออกกลาง
ผลกระทบของ Clannism
– ส่งผลต่อการจัดสรรอำนาจและทรัพยากรในสังคม โดยมักเอื้อประโยชน์ให้กับตระกูลหรือเผ่าพันธุ์ของตนเอง
– ทำให้เกิดการแบ่งแยกและความไม่เท่าเทียมในสังคม เนื่องจากมีการเลือกปฏิบัติตามการสังกัดตระกูล
– ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร โดยอาจมีการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานหรือเลื่อนตำแหน่ง
ตัวอย่างของ Clannism
ในประเทศโซมาเลีย ระบบ Clannism มีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมืองและสังคม:
– มีการใช้ระบบ 4.5 ในการแบ่งสรรอำนาจทางการเมือง โดยแบ่งตามตระกูลใหญ่ 4 ตระกูล และกลุ่มชนกลุ่มน้อย
– ระบบนี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นธรรมและทำให้เกิดการแบ่งแยกในสังคม
– นักวิชาการเสนอว่าควรมีการแยก Clannism ออกจากระบบการเมืองและรัฐ เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ
ในมิติเกี่ยวกับเพศโดยเฉพาะในบริบทของประเทศโซมาเลีย
- ระบบ clannism ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากสังคมโซมาเลียเป็นสังคมปิตาธิปไตยที่สืบเชื้อสายผ่านทางบิดา ผู้หญิงถูกมองว่าเป็นสมาชิกชั่วคราวที่ไม่ได้เป็นของตระกูลพ่อหรือตระกูลสามั
- ผู้หญิงมีอุปสรรคในการเข้าถึงโอกาสทางการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมือง เนื่องจากระบบ clannism ให้อำนาจแก่ผู้อาวุโสชายในการคัดเลือกตัวแทนทางการเมือง
- ในการเลือกตั้งปี 2012 ของโซมาเลีย ผู้อาวุโสชายของตระกูลมีอำนาจในการแต่งตั้งสมาชิกรัฐสภา ทำให้ผู้หญิงเสียเปรียบเพราะเข้าถึงผู้อาวุโสเหล่านี้ได้ยากกว่า
- มีความพยายามในการผลักดันโควตาทางเพศเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการเมือง แต่ก็ยังมีอุปสรรคจากระบบ clannism
- ผู้หญิงมักถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือในฐานะตัวแทนทางการเมือง เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับทั้งตระกูลพ่อและตระกูลสามี
ที่มาข้อมูล
1 https://study.com/learn/lesson/classism-overview-examples.html
2 https://www.dailysabah.com/opinion/op-ed/multipartism-and-clannism-in-somalia-breaking-the-vicious-cycle
3 https://polcompballanarchy.miraheze.org/wiki/Clannism
Consent (v.)
(คอน-เซ้นท์)
แปลว่า อนุญาต ตกลง ยินยอม
ในบริบททางเพศและกิจกรรมทางเพศ คือการยินยอม ตกลงพร้อมใจว่าเราต้องการสิ่งนี้ในแบบเดียวกัน โดยไม่อนุมานเอาเองจากอากัปกริยา ท่าทาง
Deadnaming
(เดด-เนม-มิ่ง) การเรียกคนอื่นด้วยชื่อเก่า หรือชื่อที่เขาไม่ต้องการถูกเรียกแล้ว การอ้างถึงบุคคลข้ามเพศหรือบุคคลที่ไม่ใช่ไบนารีด้วยชื่อที่พวกเขาใช้ก่อนการเปลี่ยนแปลง เมื่อใครเปลี่ยนชื่อแล้ว เราก็ควรเรียกเขาด้วยชื่อใหม่ที่เขาเลือก เพราะถือเป็นการยอมรับในตัวตน และให้เกียรติคนๆ นั้น การเปลี่ยนชื่อจากชื่อเก่าหรือชื่อที่ถูกตั้งตอนแรกเกิดมาใช้ชื่อที่ตัวเองเลือกและเหมาะสมกับตัวตนและสถานะเพศจริง ๆ ในคนข้ามเพศ หรือเพศทางเลือก ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนรอบข้างมองคนข้ามเพศด้วยสภาพเพศที่พวกเขาเป็นจริง ๆ ไม่ใช่เพศโดยกำเนิด รวมถึงยังช่วยให้คนข้ามเพศและคนรอบข้างรู้สึกอึดอัดใจน้อยกว่าการถูกเรียกชื่อเดิมด้วย แต่บางครั้งด้วยความเคยชิน คนรอบข้างก็อาจยังเผลอเรียกชื่อคนข้ามเพศด้วยชื่อเก่า หรือซ้ำร้ายกว่านั้น บางคนจงใจเรียกชื่อเก่า หรือชื่อเกิด เพราะต้องการหยอกล้อ ล้อเลียน หรือทำให้คนข้ามเพศอับอาย แม้คนข้ามเพศจะเปลี่ยนชื่ออย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วก็ตาม การเรียกคนข้ามเพศด้วยชื่อเก่า ชื่อเกิด ซึ่งเป็นชื่อที่พวกเขาไม่ได้ใช้อีกแล้ว ไม่เรียกชื่อคนข้ามเพศด้วยชื่อที่พวกเขาเลือก ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เราเรียกว่า “Deadnaming” เราจึงควรเคารพคนที่เปลี่ยนชื่อด้วยการเรียกชื่อที่เขาให้เรียก และไม่ควรเอาตรงนี้มาเป็นอาวุธด่าทอหรือล้อเลียน เพราะเป็นส่วนนึงที่ผลิตซ้ำการเหยียดทางเพศ
Domestic Violence
(โด-เมส-ติก-ไว-โอ-เลนซ์) “ความรุนแรงในครอบครัว”, “ความรุนแรงในบ้าน”, “การกระทำความรุนแรงต่อคนในความสัมพันธ์” เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ทั้งทางกายภาพ จิตใจ หรือทางเพศการกระทำความรุนแรงทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นต่อสมาชิกในครอบครัวหรือคู่ครอง ความรุนแรงนี้รวมถึงการทำร้ายร่างกาย การข่มขู่ การควบคุมทางการเงิน การละเมิดทางเพศ หรือการทำร้ายทางจิตใจและอารมณ์ ข้อมูลเพิ่มเติมมีการสำรวจพบว่า 75% ของผู้หญิงในประเทศไทยประสบกับเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวมากกว่าหนึ่งครั้ง และ 87.4% ของผู้หญิงที่ถูกกระความทำรุนแรงไม่เคยขอความช่วยเหลือหรือปรึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะต้องการเก็บสิ่งนี้เป็นความลับ ด้วยปัจจัยหลายประการ และ ในปี 2565 มีการรายงานว่าเหตุการณ์ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า ส่วนสาเหตุของความรุนแรงในครอบครัวนั้น มีหลายประการ เกี่ยวข้องกับปัจจัยทั้งในระดับบุคคลและสังคม ปัจจัยระดับบุคคล: รวมถึงปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า การมีประวัติของการถูกกระทำรุนแรงหรือการถูกละเมิดในวัยเด็ก และการใช้สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ ปัจจัยด้านความสัมพันธ์: ความสัมพันธ์ที่มีความรุนแรง การควบคุม หรือการขาดการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ อาจนำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัว ปัจจัยสังคมและเศรษฐกิจ: ความเครียดทางเศรษฐกิจ เช่น การว่างงานหรือความยากจน สามารถเพิ่มความเสี่ยงของความรุนแรงในครอบครัวได้ นอกจากนี้ สังคมที่มีค่านิยมแบบผู้ปกครองหรือเพศชายเป็นใหญ่ก็เป็นอีกปัจจัยส่งเสริมความรุนแรงได้ ปัจจัยวัฒนธรรม: ในบางวัฒนธรรม มีการยอมรับหรือมองข้ามความรุนแรงในครอบครัว มองว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องของผัวเมีย ซึ่งส่งผลให้เกิดการปฏิบัติที่รุนแรงต่อสมาชิกในครอบครัว ปัจจัยสถาบันและกฎหมาย: การขาดกฎหมายที่เข้มแข็งหรือการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เพียงพอในการป้องกัน รวมถึงทัศนคติของผู้ใช้กฏหมาย ที่มองว่าเรื่องความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่อง ผัวๆ เมียๆ (ซึ่งเชื่อมโยงมาจากปัจจัยด้านวัฒนธรรม) ที่มาข้อมูลDomestic violence surge in Thailand sparks renewed action, https://thethaiger.com/Survey shows 75% of Thai women experience domestic violence more than once, https://www.thaipbsworld.com/Violence against women and children in Thailand triples in 2022, https://thethaiger.com/
Effeminophobia
(เอฟเฟมมิโนโฟเบีย) คือคำศัพท์ที่หมายถึงความกลัวหรือความรังเกียจต่อพฤติกรรมหรือลักษณะที่มีความเป็นผู้หญิง (feminine) ในผู้ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มชายรักชาย
เป็นรูปแบบหนึ่งของความเกลียดกลัวความเป็นหญิง (misogyny) ที่แสดงออกต่อผู้ชายที่มีลักษณะคล้ายผู้หญิง
คำนี้มาจากรากศัพท์ภาษาละตินว่า “effeminare” ซึ่งแปลว่า “ทำให้เป็นผู้หญิง” และ “phobia” ซึ่งแปลว่า “ความกลัว”
ตัวอย่างของพฤติกรรม effeminophobic
– การล้อเลียนหรือกลั่นแกล้งผู้ชายที่มีลักษณะเป็นผู้หญิง
– การใช้คำดูถูกเหยียดหยามผู้ชายที่มีลักษณะเป็นผู้หญิง
– การเลือกปฏิบัติต่อผู้ชายที่มีลักษณะเป็นผู้หญิงในการทำงานหรือในสังคม
– การใช้ความรุนแรงต่อผู้ชายที่มีลักษณะเป็นผู้หญิง
แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี
มีหลายวิธีที่จะต่อสู้กับ effeminophobia เช่น
– การศึกษาและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับ effeminophobia และผลกระทบของ effeminophobia
– การสนับสนุนผู้ชายที่มีลักษณะเป็นผู้หญิง
– การท้าทาย stereotype เกี่ยวกับความเป็นชาย
– การสร้างสังคมที่เปิดกว้างและครอบคลุม
งานวิจัยพบว่าชายรักชายในพื้นที่ชนบทมักมีทัศนคติ effeminophobia เนื่องจากพวกเขาต้องการแสดงออกถึงความเป็นชายตามบรรทัดฐานของสังคมชนบท จึงมักปฏิเสธและแยกตัวเองออกจากผู้ชายรักชายที่มีลักษณะเป็นผู้หญิง เพื่อเน้นความคล้ายคลึงกับผู้ชายรักต่างเพศ
นอกจากนี้ effeminophobia ยังพบได้ในวงการบางประเภท เช่น การเต้นรำบอลรูม ซึ่งผู้ตัดสินและนักเต้นบางคนไม่ชอบการเต้นรำที่มีลักษณะเป็นผู้หญิง เนื่องจากถือว่าเป็นการท้าทายบรรทัดฐานความเป็นชายแบบดั้งเดิม
โดยสรุป effeminophobia เป็นทัศนคติที่รังเกียจหรือกลัวลักษณะความเป็นผู้หญิงในผู้ชาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับบรรทัดฐานเรื่องเพศสภาพและความเป็นชายในสังคม
Egalitarian
(อี-กัล-ลิ-ทา-เรียน)
แปลว่า หลักการเท่าเทียม
คือแนวคิดหรือหลักการที่ยึดถือความเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิ์และคุณค่าเท่าเทียมกัน ในเรื่องสิทธิ โอกาส และความยุติธรรมในสังคม
ไม่ว่าจะเป็นเพศ, เชื้อชาติ, ชนชั้น, หรือสถานะทางสังคมใดๆ หลักการนี้จะสนับสนุนให้ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันในทุกๆ ด้าน ไม่มีการแบ่งแยกหรือการกีดกัน
.
ในสังคมที่ยึดหลัก Egalitarian ผู้คนจะพยามลดหรือขจัดอคติต่างๆ เช่น พยายามสร้างความเท่าเทียมในที่ทำงานโดยให้โอกาสทางอาชีพและการเลื่อนตำแหน่งอย่างเท่าเทียมกัน การศึกษาที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนโดยไม่คำนึงถึงฐานะ และการเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพหรือการศึกษา
.
การยึดถือหลักการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความไม่เท่าเทียมในสังคมเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความสามัคคีและความเข้าใจซึ่งกันและกันในหมู่ผู้คนที่มีความหลากหลาย
Fatphobia
(แฟต-โฟ-เบีย)
หมายถึง ความกลัว การรังเกียจ หรือการมีอคติต่อคนที่มีรูปร่างอ้วน หรือมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน โดยแฟตโฟเบียมีลักษณะเป็นการตีตราและการกีดกันทางสังคมที่เกิดขึ้นกับคนอ้วน ซึ่งสามารถนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ การลดคุณค่า และการล้อเลียนในรูปแบบต่าง ๆ
เมื่อมองในบริบทของเพศสภาพ (gender) และอัตลักษณ์ทางเพศ (gender identity) แฟตโฟเบียมีความเชื่อมโยงกับมาตรฐานความงามและบทบาททางเพศที่สังคมกำหนดไว้ เช่น ผู้หญิงมักถูกกดดันให้มีรูปร่างผอมบางเพราะสังคมยกย่องความผอมเป็นความงาม
ในขณะที่ผู้ชายถูกกดดันให้มีรูปร่างแข็งแรง ผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานนี้มักถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือกีดกันในด้านต่าง ๆ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการยอมรับอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองและความมั่นใจในร่างกาย (body image) นอกจากนี้ แฟตโฟเบียยังอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเพศ เช่น การปฏิบัติต่อคนอ้วนแตกต่างจากคนที่มีรูปร่างตามมาตรฐานสังคม
แฟตโฟเบียจึงไม่เพียงแค่เป็นเรื่องของรูปร่าง แต่ยังสะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศ (gender inequality) และการบังคับให้คนทุกเพศต้องปฏิบัติตามบรรทัดฐานความงามที่สังคมกำหนด
Fluid
(ฟลู-อิด)
เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้อธิบายอัตลักษณ์ทางเพศ (gender identity) ที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
คนที่ระบุตัวเองว่า fluid อาจรู้สึกว่าเพศของตนเปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างชาย หญิง หรือเพศอื่น ๆ หรืออาจรู้สึกว่าเพศของตนอยู่นอกเหนือกรอบเพศแบบ Binary โดยสิ้นเชิง
- บุคคลที่ระบุตนว่า fluid อาจรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงในบางวัน เป็นผู้ชายในบางวัน และเป็นเพศอื่น ๆ ในบางวัน
- บุคคลที่ระบุตนว่า fluid อาจรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงและผู้ชายในเวลาเดียวกัน
- บุคคลที่ระบุตนว่า fluid อาจรู้สึกว่าตนไม่มีเพศ (agender) ในบางวัน และมีเพศ (gendered) ในบางวัน
สิ่งนี้คือความลื่นไหล ไม่ตายตัว แต่ละคนมีประสบการณ์และความรู้สึกเกี่ยวกับเพศของตนแตกต่างกัน
สิ่งสำคัญคือต้องเคารพการระบุตนเองของบุคคล และใช้คำศัพท์ที่บุคคลนั้นต้องการ โดยเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ความแปลก เยอะ วุ่นวาย
การเรียนรู้เกี่ยวกับคำศัพท์เพศวิถีจะช่วยให้เราเข้าใจความหลากหลายทางเพศ และสร้างสังคมที่เปิดกว้างและครอบคลุมมากขึ้น
Furry
อ่านว่า: เฟอร์-รี่
Furry หรือที่เรียกว่า Furry Fandom เป็นวัฒนธรรมย่อยที่เน้นความสนใจในสัตว์ที่มีลักษณะยืนสองขา และมีคุณลักษณะคล้ายมนุษย์ (Anthropomorphic Animals) เช่นการพูดคุย การมีความรู้สึกนึกคิด และแสดงอารมณ์
ต้นกำเนิด
วัฒนธรรม Furry มีต้นกำเนิดมาจากสื่อการ์ตูน อนิเมชั่น ต่างๆ ที่มีตัวละครสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ เช่นเรื่อง
– Zootopia (2016)
-Robin Hood (1973)
-Wolf Children (2012)
– The Secret of NIMH (1982)
จนเติบโตเป็นวัฒนธรรมออนไลน์ที่แข็งแกร่ง เป็นชุมชนที่แสดงตัวตน แบ่งปันผลงานศิลปะ และความคิดสร้างสรรค์
ลักษณะสำคัญของวัฒนธรรม Furry:
การแต่งตัวที่เรียกว่า Fursuit: ชุดที่ผู้คนสวมใส่เพื่อแสดงตัวตนในรูปแบบของสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ ชุดเหล่านี้มักถูกออกแบบมาอย่างประณีต เป็นขนเฟอร์เทียมหลากหลายสีสัน และมีราคาค่อนข้างสูง
กิจกรรมในชุมชน: ชุมชน Furry มักรวมตัวกันผ่านงานอีเวนต์หรือคอนเวนชั่น ที่ซึ่งผู้คนสามารถแสดงความสามารถ เช่น การเต้นหรือการโชว์บนเวที รวมถึงการทำกิจกรรมร่วมกัน
ความเชื่อมโยงระหว่าง Furry กับ LGBTQ+:
วัฒนธรรม Furry มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับชุมชนความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะในแง่ของการเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการสำรวจและแสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางเพศและเพศวิถี จากการวิจัย พบว่าประมาณ 70% ของสมาชิกในชุมชน Furry ระบุว่าตนเองเป็น LGBTQ+ และประมาณ 25% ระบุว่าตนเองมีความหลากหลายทางเพศ
พื้นที่ปลอดภัย: ชุมชน Furry มักถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างและยอมรับความแตกต่างหลากหลาย มีส่วนช่วยให้สมาชิกสามารถสำรวจและแสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางเพศและเพศวิถีได้โดยปราศจากความกลัวการถูกตัดสิน
การสร้างอัตลักษณ์: การสร้าง ‘fursona’ หรือตัวละครที่เป็นตัวแทนของตนเองในชุมชน Furry ช่วยให้สมาชิกสามารถทดลองและแสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางเพศและเพศวิถีที่อาจไม่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน
เป็นชุมชนที่สะท้อนถึงความหลากหลาย: ชุมชน Furry ประกอบด้วย เด็กนักเรียน ผู้คนที่หลากหลายอาชีพและที่มา รวมถึงคนที่อยู่ในชุมชน LGBTQ+ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ที่หลากหลายแก่กันและกันได้
ความท้าทายและการรับรู้: แม้ว่าวัฒนธรรม Furry จะเป็นที่ชื่นชอบของหลายคน แต่ก็มีบางกลุ่มที่มองวัฒนธรรมนี้ในแง่ลบหรือไม่เข้าใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การต่อต้านหรือสร้างความขัดแย้งในสังคม
การวิจัยและข้อมูลสนับสนุน: Dr. Sharon E Roberts จาก International Anthropomorphic Research Project (IARP) ระบุว่าชุมชน Furry มีความสัมพันธ์กับชุมชน LGBTQ+อย่างแน่นแฟ้น และเป็นพื้นที่ที่สร้างความปลอดภัย สำหรับผู้คนที่มีความสนใจในสื่อ Anthropomorphic
วัฒนธรรม Furry ไม่เพียงแต่เป็นชุมชนที่แบ่งปันความสนใจในสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ แต่ยังเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการสนับสนุนและยอมรับความหลากหลายทางเพศและเพศวิถีในสังคมเป็นชุมชนที่สร้างสรรค์และเปิดกว้างสำหรับผู้ที่มีความสนใจคล้ายๆ กัน
ที่มาของข้อมูล: (1) https://www.thepinknews.com/2024/09/09/furries-subculture/
(2) https://www.grindr.com/blog/what-are-furries
Gender
(เจน-เด้อ)
ในภาษาไทยหมายถึง “เพศ” หรือ “เพศสภาพ” ซึ่งอ้างอิงถึงบทบาท พฤติกรรม กิจกรรม ที่สังคมคาดหวัง คำนี้มีความหมายที่กว้างกว่าเพียงแค่ลักษณะทางชีววิทยาหรือเพศภายนอก เพราะมันยังรวมถึงบทบาททางเพศทางสังคมและการระบุเพศที่เป็นตัวตนของแต่ละบุคคลด้วย
Gender มีการแบ่งออกเป็นหลายมิติ ได้แก่
เพศชีววิทยา (Biological sex): ลักษณะทางชีววิทยาของอวัยวะเพศ โครโมโซม และฮอร์โมน
เพศสภาพทางสังคม (Gender roles): บทบาท พฤติกรรม และกิจกรรมที่สังคมคาดหวังจากบุคคลตามเพศของพวกเขา
การระบุเพศ (Gender identity): ความรู้สึกหรือการรับรู้ของบุคคลเกี่ยวกับเพศของตนเอง ไม่ว่าจะตรงกับเพศที่ได้รับการกำหนดตอนเกิดหรือไม่
การแสดงออกทางเพศ (Gender expression): วิธีที่บุคคลแสดงออกถึงเพศของตนเองผ่านการแต่งกาย ท่าทาง พฤติกรรม และการสื่อสารทางสังคม
การทำความเข้าใจเรื่องเพศในมิติที่หลากหลายนี้จะช่วยให้เราสามารถเคารพและยอมรับความหลากหลายของตัวตนทางเพศในสังคมได้มากขึ้น
Gender Performativity
(เจนด์เดอร์ เพอร์-ฟอร์-มา-ทิ-วิ-ที)
Gender Performativity หรือ “การแสดงออกทางเพศ” เชื่อว่า เพศสภาพ (gender) ไม่ได้เป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากการเรียนรู้และทำซ้ำตามความคาดหวังของสังคม
แนวคิดนี้นำเสนอโดย Judith Butler นักปรัชญาและนักทฤษฎีสตรีนิยม ไว้ในหนังสือ Gender Trouble ปี 1990 ซึ่งให้คำนิยามแนวคิดนี้ว่า การเกิดเป็นชายหรือหญิงไม่ได้กำหนดพฤติกรรมของคน แต่คนจะเรียนรู้วิธีการแสดงออกทางเพศเพื่อให้เข้ากับสังคม ซึ่งการแสดงออกเช่น วิธีการเดิน พูด แต่งตัว และการประพฤติปฏิบัติ เธอเรียกการแสดงออกนี้ว่า gender performativity
นอกจากนี้ Judith Butler ยังระบุว่า การเปลี่ยนแปลงทางภาษาเกี่ยวกับเพศหรือเรื่องเพศสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ การปรากฏตัว การพูด หรือการกระทำในรูปแบบใหม่ ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมให้สะท้อนความคิดใหม่ ๆ เหล่านั้น
ซึ่งมีหลักการดังต่อไปนี้
- เพศไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่ถูกสร้างขึ้นผ่านการแสดงออกซ้ำ ๆ ในสังคม
- เพศมีความเลื่อนไหลและไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ชายหรือหญิงเท่านั้น
- การแสดงออกทางเพศ (performance) ไม่ใช่แค่การกระทำธรรมดา แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้เพศดูเหมือนจริงและถูกยอมรับในสังคม
- แนวคิดนี้ช่วยส่งเสริมความหลากหลายทางเพศ และวิพากษ์ระบบอำนาจที่จำกัดบทบาทเพศในสังคม
- ความเชื่อเรื่องบทบาทเพศเป็นการสร้างอัตลักษณ์ทางเพศที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว
Gender Performativity ต่างจากการแสดง (performance) แบบปกติ
คือเป็นการแสดงออก การพูด การเดินและท่าทางที่สังคมคาดหวังจากชายหรือหญิง
ซึ่งล้วนเป็นการแสดงซ้ำ ๆ ที่สร้างอัตลักษณ์ทางเพศขึ้น
ตัวอย่างเช่น
- การแต่งกายตามบทบาทเพศ เช่น ผู้หญิงใส่กระโปรงหรือชุดเดรส และผู้ชายใส่กางเกงและเสื้อเชิ้ต ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สังคมกำหนดและทำซ้ำจนดูเหมือนเป็นสิ่งธรรมชาติ แต่จริง ๆ แล้วเป็นการแสดงออกทางเพศที่ถูกสร้างขึ้นจากสังคม
- Cosplay หรือการแต่งตัวเป็นตัวละครที่มีบทบาทเพศต่างจากตนเอง ซึ่งเปิดโอกาสให้แสดงและทดลองบทบาทเพศในรูปแบบที่หลากหลาย โดยแสดงให้เห็นว่าเพศเป็นสิ่งที่มีความลื่นไหลได้ ไม่ใช่สิ่งตายตัว
- ตัวละครในนิยายหรืองานศิลปะ เช่น The Danish Girl ซึ่งเล่าเรื่องของบุคคลที่แปลงเพศจากชายเป็นหญิง โดยการแสดงออกและบทบาททางเพศของตัวละครนี้สะท้อนแนวคิดของ gender performativity ที่เพศเป็นสิ่งที่ทำซ้ำและสร้างขึ้นไม่ใช่สิ่งที่มีมาแต่กำเนิด
Judith Butler ยังตั้งคำถามกับแนวคิดดั้งเดิมที่แยก “เพศทางชีววิทยา” (sex) ออกจาก “เพศทางสังคม” (gender) โดยเธอเสนอว่า แม้แต่เพศทางชีววิทยาเองก็ไม่ได้เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ยังถูกหล่อหลอมโดยวัฒนธรรม ภาษา และบริบททางสังคม
นอกจากนี้ ทฤษฏี gender performativity ยังชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงทุกคนไม่ได้มีประสบการณ์ชีวิตเหมือนกันทั้งหมด เพราะแต่ละคนอยู่ในบริบททางวัฒนธรรม สังคม และการเมืองที่แตกต่างกัน
Gender Performativity จึงเป็นแนวคิดที่ช่วยเปิดมุมมองเรื่องความหลากหลายทางเพศ และตั้งข้อสังเกตว่า การกำหนดบทบาทเพศอย่างตายตัว อาจทำให้ผู้ที่ไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของสังคมต้องเผชิญกับการกดขี่หรือการเลือกปฏิบัติ
ที่มาของข้อมูล:
- https://theconversation.com/judith-butler-their-philosophy-of-gender-explained-192166
- https://simple.wikipedia.org/wiki/Gender_performativity
- https://www.perlego.com/knowledge/study-guides/what-is-judith-butlers-theory-of-gender-performativity/
Heteronormativity
เฮเทอโรนอร์แมทิฟวิตี้
คือกรอบความคิดที่มองว่า ความสัมพันธ์ชาย-หญิงเป็นมาตรฐานของสังคม และถือว่ารสนิยมทางเพศอื่นๆ เช่น LGBTQ+ เป็นเรื่องแปลกหรืออยู่นอกกรอบ แม้ว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมจะผ่านแล้วในไทย แต่แนวคิดนี้ยังฝังรากลึกและส่งผลต่อชีวิตประจำวันในหลายด้าน
Heteronormativity ในสังคมไทย
– การศึกษา
หลักสูตรสุขศึกษาในไทยยังมักสอนเรื่องเพศสัมพันธ์แบบ ชาย-หญิง เป็นหลัก โดยไม่พูดถึงเพศวิถีอื่น
นักเรียนที่เป็น LGBTQ+ อาจถูกกดดันให้แต่งกายหรือทำทรงผมตาม เพศกำเนิด ตามระเบียบโรงเรียน
ครูและที่ปรึกษามักแนะนำอนาคตชีวิตคู่โดยยึดตามกรอบชาย-หญิง เช่น “แต่งงานกับสามีดีๆ นะ”
– วัฒนธรรมครอบครัว
พ่อแม่หลายคนยังคาดหวังให้ลูกชายแต่งงานกับผู้หญิง และลูกสาวแต่งงานกับผู้ชาย เพื่อให้ “มีครอบครัวที่สมบูรณ์”
LGBTQ+ หลายคนยังต้องเผชิญแรงกดดันในการ “Coming Out” ขณะที่คนรักต่างเพศไม่ต้องอธิบายอะไร
พิธีแต่งงานแบบไทยยังคงเน้นบทบาทชาย-หญิง เช่น เจ้าสาวต้องรอเจ้าบ่าวมาสู่ขอ
– สื่อและบันเทิง
แม้จะมีตัวละคร LGBTQ+ มากขึ้น แต่หลายเรื่องยังใช้บทบาทซ้ำซาก เช่น เกย์ต้องตลก หรือ ทอมต้องแข็งแกร่ง
รายการหาคู่ หรือเกมโชว์ความรัก มักนำเสนอเฉพาะคู่รักชาย-หญิง
โฆษณาสินค้าเกี่ยวกับครอบครัวมักแสดงภาพพ่อ-แม่-ลูกแบบชายหญิงเสมอ
– การทำงานและธุรกิจ
บางองค์กรยังคาดหวังให้คนทำงาน LGBTQ+ “เก็บตัวตน” เพื่อความเป็นมืออาชีพ
แม้กฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านแล้ว แต่บางบริษัทอาจยังไม่มีนโยบายรองรับสิทธิเท่าเทียม เช่น สวัสดิการครอบครัว
เพศวิถียังมีผลต่อโอกาสความก้าวหน้า เช่น ผู้หญิงถูกคาดหวังให้แต่งงานมีลูก หรือชายรักชายอาจถูกมองว่าไม่เหมาะกับตำแหน่งผู้นำ
ท้าทาย Heteronormativity เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม
แม้ไทยจะเดินหน้าเรื่องสิทธิ LGBTQ+ ไปไกลขึ้น แต่ Heteronormativity ยังคงมีอิทธิพลต่อโครงสร้างสังคม การตั้งคำถามกับกรอบคิดนี้และผลักดันความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+ Inclusive) คือก้าวสำคัญสู่ความเท่าเทียมและการยอมรับทุกตัวตนอย่างแท้จริง
Heterosexual
(เฮท-เทอ-โร-เซ็ก-ชวล)
มาจากภาษากรีก “heteros” ซึ่งหมายถึง “ต่างกัน” และ “sexual” ซึ่งหมายถึง “ทางเพศ”
Hetero + sexual หมายถึง บุคคลที่มีความดึงดูดหรือมีความสนใจทางเพศ อารมณ์ และโรแมนติกกับเพศตรงข้าม
ลักษณะของ Heterosexual:
- ชายมีความดึงดูดและความสนใจทางเพศกับผู้หญิง
- หญิงมีความดึงดูดและความสนใจทางเพศกับผู้ชาย
- โดยทั่วไปแล้วสามารถมีลูกด้วยกันได้ตามธรรมชาติ
- เป็นรสนิยมทางเพศที่เป็นที่ยอมรับและเป็นบรรทัดฐานของสังคมโดยทั่วไป
โดยสรุป Heterosexual คือ บุคคลที่มีเพศวิถีแบบรักต่างเพศ หรือมีความดึงดูดต่อเพศตรงข้าม ทั้งในด้านเพศ อารมณ์ และความสัมพันธ์
Homohysteria
(โฮ-โม-ฮิส-เท-เรีย)
Homohysteria ส่งผลต่อผู้ชายในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่มีการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน (homophobia) สูง ซึ่งมีผลกระทบต่อพฤติกรรมและการแสดงออกของผู้ชาย เช่น ผู้ชายอาจรู้สึกกดดันที่จะต้องแสดงความเป็นชายแบบดั้งเดิมอย่างเข้มงวด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกมองว่าเป็นเกย์ ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ก้าวร้าวหรือการแยกตัวทางกายภาพจากผู้ชายคนอื่น หรือหลีกเลี่ยงการแสดงออกทางอารมณ์ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพจิตในระยะยาว
ในสังคมที่มีความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันลดลง ผู้ชายสามารถแสดงออกถึงความใกล้ชิดทางกายภาพและอารมณ์กับผู้ชายคนอื่นได้มากขึ้น โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกมองว่าเป็นเกย์ จะส่งผลให้ชีวิตของผู้ชายรักต่างเพศดีขึ้น
การลดลงของ homohysteria ทำให้มีการเปิดกว้างมากขึ้นต่อพฤติกรรมที่เคยถูกมองว่าเป็นของคนรักเพศเดียวกัน เช่น การยอมรับเพื่อนที่เป็นเกย์ การเพิ่มความใกล้ชิดทางอารมณ์ และการลดการใช้ความรุนแรง
Homophobia
(โฮ-โม-โฟ-เบีย)
หมายถึง อคติ ความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันอันเกิดมาจากการหล่อหลอมของสังคม ค่านิยมทางวัฒนธรรมและศาสนา บางครั้งอาจพัฒนาไปสู่กฎหมายข้อห้ามหรือแม้กระทั่งความรุนแรงต่อคนรักเพศเดียวกัน
คำว่า Homophobia ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรกโดย George Weinberg จิตแพทย์ชาวอเมริกัน ในหนังสือ Society and The Healthy Homosexual (1972)
แม้ว่าคำปัจจัย -phobia จะถูกใช้เพื่ออธิบายความกลัวอันไร้เหตุผล แต่ในกรณีของ Homophobia กินความหมายอย่างกว้างตั้งแต่ระดับไม่พอใจเล็กน้อย ไปจนถึงความรังเกียจเดียดฉันท์คนที่มีลักษณะดึงดูดต่อคนรักเพศเดียวกัน
ปัจจุบันแนวคิดที่เกิดจาก Homophobia ยังคงส่งผลกระทบอย่างมากต่อคนรักเพศเดียวกันในหลายพื้นที่บนโลก และสิ่งที่จะทำให้แนวคิดนี้บรรเทาเบาบางลงได้คือแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการมองเพื่อนมนุษย์อย่างเท่าเทียมเสมอหน้ากัน
Identity Crisis
(ไอ-เดน-ทิ-ตี้ ไคร-ซิส)
ภาวะวิกฤตอัตลักษณ์ เป็นประสบการณ์ที่ซับซ้อนและมีหลากหลายมิติในชีวิตมนุษย์ แม้ว่าเราจะมุ่งเน้นไปที่มิติทางเพศในที่นี้ แต่สำคัญที่ต้องเข้าใจว่า การค้นหาตัวตนนั้นครอบคลุมหลายด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอาชีพ ความเชื่อ วัฒนธรรม หรือแม้แต่บทบาททางสังคม
ในมิติเรื่องเพศ Identity Crisis เป็นช่วงเวลาแห่งการสำรวจและทำความเข้าใจอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการธรรมชาติของการเติบโตและพัฒนาตน ไม่ใช่ความผิดปกติหรือความสับสน แต่เป็นโอกาสในการค้นพบและยอมรับตัวตนที่แท้จริง
ประสบการณ์นี้อาจเกิดขึ้นเมื่อบุคคลเริ่มตระหนักว่าความรู้สึกหรืออัตลักษณ์ของตนอาจแตกต่างจากบรรทัดฐานทางสังคมหรือความคาดหวังที่เคยมี ตัวอย่างเช่น:
1. วัยรุ่นที่ค้นพบว่าตนมีความดึงดูดทางเพศที่หลากหลาย
2. บุคคลที่เริ่มสำรวจความเป็นไปได้ของการเป็นคนข้ามเพศ
3. ผู้ที่กำลังทำความเข้าใจกับอัตลักษณ์แบบ non-binary
4. บุคคลที่พบว่าความดึงดูดทางเพศของตนมีความยืดหยุ่นและอาจเปลี่ยนแปลงได้
5. ผู้ที่เริ่มตั้งคำถามกับบทบาททางเพศที่สังคมคาดหวัง
กระบวนการนี้เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาตนเอง แม้อาจมีความท้าทายและความไม่แน่นอน แต่มักนำไปสู่ความเข้าใจตนเองที่ลึกซึ้งขึ้น การยอมรับในตัวตน และความสุขที่แท้จริง
สำคัญที่ต้องเข้าใจว่า การค้นหาอัตลักษณ์ทางเพศเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการค้นหาตัวตนโดยรวม บุคคลหนึ่งอาจกำลังเผชิญกับ Identity Crisis ในหลายมิติพร้อมกัน เช่น กำลังค้นหาเป้าหมายในชีวิต ตั้งคำถามกับความเชื่อทางศาสนา หรือพยายามสร้างสมดุลระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับสังคมสมัยใหม่
การสนับสนุนและเปิดใจยอมรับจากคนรอบข้างมีส่วนสำคัญในการช่วยให้บุคคลผ่านช่วงเวลาแห่งการค้นหาตัวตนนี้ไปได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นในมิติใดก็ตาม การเน้นย้ำว่านี่เป็นกระบวนการเรียนรู้และเติบโตที่เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ความสับสนหรือความผิดปกติ จะช่วยลดการตีตราและส่งเสริมความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อประสบการณ์ของผู้ที่กำลังค้นหาอัตลักษณ์ของตนเอง
Incel
อินเซล
Incel หรือ Involuntary Celibate เป็นวัฒนธรรมย่อยออนไลน์ที่ใช้เรียกบุคคล หรือกลุ่มผู้ชายที่นิยามตัวเองว่า “โสดโดยไม่สมัครใจ” (Involuntary Celibate) กลุ่มนี้มักมีความคับข้องใจและความเกลียดชังต่อผู้หญิง โดยเชื่อว่าตนเองไม่สามารถหาคู่รักหรือมีเพศสัมพันธ์ได้แม้ว่าจะต้องการก็ตาม
จุดเริ่มต้น: ชุมชนIncel เริ่มต้นจากเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นโดย Alana ในปี 1997 เพื่อเป็นสถานที่สำหรับผู้ที่รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว แต่ภายหลังชุมชนนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นกลุ่มที่มีความเกลียดชังผู้หญิงและสนับสนุนความรุนแรง
วัฒนธรรม Incel มีลักษณะเด่นดังนี้
- Incel มักมีความคับข้องใจและเกลียดชังผู้หญิง โดยมองว่าผู้หญิงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถมีความสัมพันธ์ได้
- ชุมชน Incel มีการสนับสนุนการใช้ความรุนแรงกับผู้หญิงและผู้ที่ชื่นชอบมีกิจกรรมทางเพศเป็นประจำเพื่อเผยแพร่ในโซเชียล ซึ่งบางครั้งอาจนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรง เช่นข่มขืน ข่มขู่ แบล็คเมลเรียกร้องทรัพย์สินและอาจนำไปสู่เหตุฆาตกรรมได้
- Incel ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศชายเป็นใหญ่ในโลกออนไลน์ เช่น กลุ่มมาโนสเฟียร์ (Manosphere) หรือ อาณาจักรของผู้ชาย
กลุ่ม Incel คิดอะไร
เมื่อกลุ่ม Incel ถูกปฏิเสธจากหญิงที่รักประกอบกับความคิดข้างต้น เขาเหล่านั้นจึงโยนความผิดให้กับผู้หญิง ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้ผิดหวัง เปรียบเหมือนการด้อยค่าความเป็นชาย และผลักให้เขากลาย ‘เป็นอื่น’ ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้รับการยอมรับ เนื่องจากเขามีความแตกต่าง ไม่เป็นไปตามที่สังคมขีดเส้นความเป็นชายไว้ ดังนั้น ความคับแค้นใจจึงถูกส่งต่อมาเป็นความเกลียดชัง และสร้างพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อผู้หญิงได้
ในปี 2565 มีการศึกษาเกี่ยวกับ ‘Involuntary Celibacy: A Review of Incel Ideology and Experiences with Dating, Rejection, and Associated Mental Health and Emotional Sequelae’ พบข้อสรุปของความคิดของกลุ่ม Incel ดังนี้
- รูปลักษณ์ภายนอก ส่งผลต่อการถูกยอมรับของคนในสังคมและโอกาสในการสานสัมพันธ์
- เหมารวมว่าผู้หญิงจะเลือกคู่ที่สามารถยกระดับฐานะตนเองได้เท่านั้น
- ชายเหล่านี้ไม่ชอบนักสตรีนิยม และต่อต้านแนวคิดสตรีนิยม
สำหรับการนิยามตนเองของผู้ชายบางส่วนในกลุ่มผู้ใช้เว็บไซต์ข่าวสารและสนทนา Reddit ของสหรัฐอเมริกาว่าเป็น ‘กลุ่มผู้ชายที่มีความเกลียดชังผู้หญิง’ และสร้างชุมชนแห่งความเกลียดชังจนมีสมาชิกถึง 41,000 คน ซึ่งถูกปิดตัวลงในที่สุดหลังจากเกิดความขัดแย้งมากมาย
แม้ว่าชุมชน Incel ใน Reddit ได้ปิดตัวลงไปแล้ว แต่ชายที่มีความคิดเกลียดชังผู้หญิงยังคงอยู่มาถึงปัจจุบัน และได้เกิดชุมชน Incel ใหม่ตามเว็บบล็อกและชุมชนออนไลน์ต่าง ๆ ที่ปฏิเสธแนวความคิดกระแสหลักเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมทางเพศ เช่น Men Going their Own Way (MGTOW), The Red Pill ซึ่งเป็นชุมชนย่อยของ Reddit ที่มีสมาชิกมากกว่า 200,000 คน
ความคิดเกลียดชังผู้หญิงของผู้ชาย Incel ที่ถูกสื่อออกมาเป็นคำพูดและการกระทำในสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นว่าความเกลียดชังภายในใจนี้อาจพัฒนาไปสู่ความรุนแรงได้
ที่มาของข้อมูล:
(1) https://www.europol.europa.eu/publications-events/publications/incel-online-communities-violence-and-construction-of-collective-victimhood
(2) https://theactive.thaipbs.or.th/read/incel-hate-violence
Intersex (n.)
(อิน-เตอร์-เซ็กส์)
ความหมาย: บุคคลที่มีลักษณะทางเพศที่ไม่สอดคล้องกับการจำแนกเพศแบบขั้วตรงข้ามระหว่างเพศชายและเพศหญิงตามแนวคิดแบบดั้งเดิม ทั้งในแง่ของรูปร่างหน้าตา ลักษณะของอวัยวะเพศภายนอก องค์ประกอบทางพันธุกรรม หรือระดับฮอร์โมนในร่างกาย
บุคคล Intersex บางคนอาจมีอวัยวะเพศที่มีลักษณะผสมระหว่างเพศชายและเพศหญิง บางคนอาจมีอวัยวะเพศที่ไม่ตรงกับเพศกำเนิด หรือมีระดับฮอร์โมนที่แตกต่างจากเพศที่ถูกกำหนดจากรูปลักษณ์ภายนอก นอกจากนี้ บางคนอาจมีลักษณะทางเพศที่อยู่ระหว่างเพศชายและเพศหญิงอย่างเห็นได้ชัด
ภาวะ Intersex เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติในมนุษย์ทุกเชื้อชาติและวัฒนธรรม แม้สาเหตุของภาวะนี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่ทุกกรณีล้วนเป็นสภาวะปกติที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติทั้งสิ้น
ในปัจจุบัน สังคมเริ่มตระหนักรู้และให้การยอมรับต่อบุคคล Intersex มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจและการยอมรับต่อความหลากหลายทางเพศยังคงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันผลักดันต่อไป เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างแท้จริง
Justice
(จัส-ทิส)
หมายถึง หลักการของความยุติธรรมและความเสมอภาค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการแสวงหาความเท่าเทียมทางเพศ
ความยุติธรรมเป็นแนวคิดที่ว่าทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม มีสิทธิและโอกาสที่เท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงเพศสภาพ อายุ เชื้อชาติ ศาสนา หรือสถานะทางสังคม
ในบริบทของความเสมอภาคทางเพศ Justice มุ่งเน้นไปที่การขจัดการเลือกปฏิบัติและอคติทางเพศในทุกมิติของสังคม ไม่ว่าจะเป็นในด้านการศึกษา การจ้างงาน การเมือง หรือกฎหมาย
การส่งเสริมความยุติธรรมทางเพศหมายถึงการสร้างสภาพแวดล้อมและโครงสร้างทางสังคมที่เอื้อให้ทุกคนสามารถแสดงศักยภาพและบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อจำกัดหรืออุปสรรคที่เกิดจากเพศสภาพ
ความยุติธรรมทางเพศจึงเป็นเป้าหมายสำคัญของขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีและความเท่าเทียมทางเพศ ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ชุมชน ประเทศ และระดับสากล
การสร้างสังคมที่ยุติธรรมและเสมอภาคสำหรับทุกเพศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการปรับเปลี่ยนทัศนคติ กฎเกณฑ์ และโครงสร้างที่เป็นอยู่ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการของความเท่าเทียมและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน
Kuchu
คุชู
เป็นคำที่ใช้ในบางประเทศแถบแอฟริกาตะวันออก โดยเฉพาะในยูกันดา โดยสมาชิกของชุมชน LGBTQ+ ใช้เป็นคำเรียกแทนตนเอง เป็นคำที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่
ที่มาของคำ
“คุชู” มาจากภาษา Luganda ภาษาพื้นเมืองของยูกันดา แปลว่า “ก้น”
ในอดีต คำนี้ถูกใช้เป็นคำด่า เพื่อดูถูกเหยียดหยามสมาชิก LGBTQ+
ต่อมา สมาชิก LGBTQ+ ในยูกันดาได้นำคำนี้กลับมาใช้ใหม่ เพื่อสร้างความหมายใหม่ เป็นคำเรียกแทนตนเอง แสดงถึงความภาคภูมิใจในเพศสภาพและรสนิยมทางเพศ
***
คำว่า “คุชู” เป็นคำที่ใช้เฉพาะในบางประเทศในแอฟริกาตะวันออก ไม่ควรใช้ในบริบทอื่น
ควรใช้คำนี้ด้วยความเคารพ ไม่ควรใช้เป็นคำด่าหรือดูถูก
Lithromantic
ลิธโรแมนทิค
เป็นหนึ่งในหลาย ๆ เอกลักษณ์ทางเพศที่ใช้ในการอธิบายความรู้สึกทางโรแมนติกที่แตกต่างออกไปจากความรู้สึกทั่วไป
หมายถึงคนที่สามารถรู้สึกถึงความรักหรือความรู้สึกโรแมนติกต่อคนอื่นได้ แต่จะไม่ต้องการหรือรู้สึกไม่สบายใจเมื่อได้รับความรู้สึกนั้นตอบกลับมา
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความรักที่พวกเขารู้สึกจะไม่ได้ต้องการการตอบสนองจากฝ่ายตรงข้าม อาจจะทำให้พวกเขารู้สึกดีที่ได้รักใครสักคน แต่ไม่ต้องการที่จะให้ความรักนั้นกลายเป็นความสัมพันธ์โรแมนติกที่แท้จริง
ลักษณะเด่นของคนลิธโรแมนติก
- รู้สึกดึงดูดผู้อื่นทางโรแมนติก: อาจรู้สึกประทับใจในบุคลิกภาพ ความสามารถ หรือลักษณะภายนอกของผู้อื่น
- ไม่ต้องการความสัมพันธ์โรแมนติก: ไม่ต้องการความใกล้ชิดทางโรแมนติก หรือการแสดงออกทางความรักแบบทั่วไป
- อาจรู้สึกไม่สบายใจกับความสัมพันธ์โรแมนติก: อาจรู้สึกว่าความสัมพันธ์โรแมนติกเป็นภาระ หรือเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกอึดอัด
- อาจรู้สึกว่าความรักโรแมนติกเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น: อาจให้ความสำคัญกับมิตรภาพ หรือความสัมพันธ์แบบอื่นมากกว่าสิ่งที่ควรทำความเข้าใจ
- ลิธโรแมนติกไม่ใช่โรค: เป็นเพียงหนึ่งในรูปแบบของความรู้สึกทางโรแมนติกที่หลากหลาย
- ไม่มีถูกผิด: ทุกคนมีวิธีแสดงออกทางความรู้สึกที่แตกต่างกัน
- การยอมรับตนเอง: การยอมรับและเข้าใจในเอกลักษณ์ของตนเองเป็นสิ่งสำคัญ
Maverfemme
มาเวอร์เฟม
เป็นคำที่ใช้เรียกเอกลักษณ์ทางเพศหนึ่ง ซึ่งมักจะใช้เพื่ออธิบายถึงผู้หญิงที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นผู้หญิงแบบดั้งเดิม หรือไม่ได้สอดคล้องกับมาตรฐานความเป็นผู้หญิงที่สังคมกำหนดไว้ทั้งหมด
ลักษณะเด่นของคนมาเวอร์เฟม
1.ไม่สอดคล้องกับความเป็นผู้หญิงแบบดั้งเดิม: อาจไม่ชอบแต่งตัวในแบบที่ผู้หญิงส่วนมากแต่ง ไม่ชอบทำกิจกรรมที่สังคมมองว่าเป็นกิจกรรมของผู้หญิง หรืออาจไม่รู้สึกผูกพันกับบทบาททางสังคมของผู้หญิง
2.รู้สึกแตกต่าง: อาจรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากผู้หญิงคนอื่น ๆ หรือไม่เข้ากับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
สำรวจเอกลักษณ์ของตนเอง: อาจใช้คำนี้เพื่อสำรวจและเข้าใจตัวตนของตัวเองมากขึ้น
เหตุใดจึงมีการใช้คำว่า มาเวอร์เฟม
– ขยายขอบเขตของความเป็นผู้หญิง เพื่อให้ความหมายของความเป็นผู้หญิงมีความหลากหลายมากขึ้น
– สร้างพื้นที่ให้กับผู้หญิงที่รู้สึกแตกต่าง เพื่อให้ผู้หญิงเหล่านี้มีพื้นที่ในการแสดงออกและยอมรับในตัวตนของตนเอง
มาเวอร์เฟมแตกต่างจากเฟมินีน (Feminine) อย่างไร
-เฟมินีน: มักจะหมายถึงลักษณะที่เป็นผู้หญิงตามแบบแผนทางสังคม
-มาเวอร์เฟม: หมายถึงลักษณะที่เป็นผู้หญิง แต่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กรอบความคิดแบบดั้งเดิม
Misandry
มิส-แอน-ดรี
หมายถึงความเกลียดชัง การมีอคติ หรือทัศนคติในเชิงลบต่อผู้ชายหรือเด็กผู้ชาย ซึ่งสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่นการดูหมิ่น การลดคุณค่า หรือการกีดกันเพศชาย ทั้งในด้านความคิด คำพูด หรือการกระทำ
การใช้คำในบริบทต่างๆ
1.ในการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้ชาย (Men’s Rights Movement) มักใช้คำนี้เพื่ออธิบายถึงการเลือกปฏิบัติต่อผู้ชายในสังคม
2.ในการอภิปรายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเพศและสิทธิของผู้ชาย โดยเฉพาะในชุมชนออนไลน์ที่เรียกว่า “manosphere”
3. ในบางกรณี ถูกใช้เพื่ออธิบายการตอบสนองต่อการที่เพศชายมีอำนาจครอบงำในสังคม
เปรียบเทียบกับ Misogyny
Misandry เป็นคำที่ตรงข้ามกับ Misogyny (มิโซจีนี) ซึ่งหมายถึงการเกลียดชังเพศหญิง อย่างไรก็ตาม ในเกือบทุกสังคม misandry ไม่ได้มีการสนับสนุนเชิงสถาบันหรือเป็นระบบเหมือนกับ misogyny
คำว่า Misandry มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก โดยประกอบด้วยคำว่า “misos” (ความเกลียดชัง) และ “anēr, andros” (ผู้ชาย) คำนี้ปรากฏในภาษาอังกฤษตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 โดยมีการใช้ในนิตยสาร The Spectator ในปี 1871 และได้ถูกบรรจุในพจนานุกรม Merriam-Webster’s Collegiate Dictionary ฉบับที่ 11 ในปี 1952
Non-binary (n.)
(นอน-ไบ-นา-รี)
หมายถึง การระบุเพศที่ไม่จำกัดอยู่ในขอบเขตของเพศชายหรือเพศหญิงเท่านั้น เป็นการมองเพศในสเปคตรัมที่กว้างขึ้น ไม่จำเป็นต้องเข้ากับมาตรฐานสองเพศ (binary gender)
คนที่ระบุตัวเองว่าเป็นนอนไบนารีอาจรู้สึกว่าพวกเขาไม่เข้ากับหมวดหมู่ของเพศชายหรือเพศหญิงอย่างชัดเจน อาจรู้สึกว่ามีคุณลักษณะของทั้งสองเพศผสมผสานกัน บางคนอาจรู้สึกว่าไม่มีเพศหรืออยู่นอกเหนือขอบเขตของการระบุเพศทั้งหมด
การระบุเพศแบบนอนไบนารีไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการมีความสนใจทางเพศหรือความต้องการทางเพศ (sexual orientation) ของบุคคลนั้น คนนอนไบนารีสามารถมีความสนใจในเพศใดๆ ก็ได้
นอนไบนารีเป็นเรื่องของการรับรู้ตัวตน และการแสดงออกทางเพศที่แตกต่างจากมาตรฐานเพศชายและเพศหญิงที่สังคมกำหนดไว้
Outing
(เอ้าท์-ทิง)
หมายถึง การเปิดเผยรสนิยมทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศของ LGBTQ+ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้น การกระทำนี้อาจดูเหมือนไม่มีอะไรสำหรับบางคน แต่ในความเป็นจริง มันสามารถสร้างผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิต สุขภาพจิต และความปลอดภัยของผู้ถูกเปิดเผย
ผลกระทบของการ Outing
1. สุขภาพจิต (Mental Health)
– คนที่ถูกเปิดเผยตัวตนโดยไม่ได้ยินยอม อาจรู้สึกเหมือนถูกทรยศหรือถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง
– สำหรับเยาวชน LGBTQ+ การถูก Out อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการซึมเศร้า วิตกกังวล หรือแม้แต่พฤติกรรมทำร้ายตัวเอง
2. ความปลอดภัยส่วนตัว (Personal Safety)
– ในบางครอบครัว การเปิดเผยตัวตนอาจทำให้บุคคลนั้นถูกไล่ออกจากบ้าน ตัวอย่างเช่น 77% ของเยาวชน LGBTQ+ ในสหราชอาณาจักรที่องค์กร Albert Kennedy Trust ให้ความช่วยเหลือ กลายเป็นคนไร้บ้านหลังจากถูกเปิดเผยตัวตน
– การถูก Out อาจทำให้บางคนเผชิญกับความรุนแรงหรือการล่วงละเมิดในครอบครัวหรือในที่ทำงาน
3. การละเมิดความเป็นส่วนตัว (Privacy Violation)
– การ Outing เปรียบเสมือนการแย่งชิงสิทธิ์ของคน ซึ่งคือสิทธิ์ในการบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวเองในเวลาที่เขารู้สึกพร้อม
สถานการณ์ในกฎหมายและสังคม
– ในบางประเทศ การ Outing ถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันหรือทำร้าย เช่น ในบางรัฐของสหรัฐฯ โรงเรียนถูกกดดันให้เปิดเผยตัวตนของนักเรียนข้ามเพศให้ครอบครัวทราบ แม้เด็กคนนั้นจะยังไม่พร้อม
– ในทางกลับกัน รัฐแคลิฟอร์เนียกลายเป็นรัฐแรกที่ออกกฎหมายห้ามไม่ให้โรงเรียนบังคับเปิดเผยตัวตนของนักเรียน LGBTQ+
– ในประวัติศาสตร์ การ Outing เคยถูกใช้ในเชิงการเมือง เช่น การเปิดเผยว่าบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็น LGBTQ+ เพื่อทำลายชื่อเสียงหรือแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งในมุมมองของเขา
ทำไมเราถึงควรหลีกเลี่ยงการ Outing ผู้อื่น
– การเปิดเผยตัวตนเป็นเรื่องส่วนตัวและควรเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะเลือกเปิดเผยในเวลาที่เขารู้สึกพร้อม
– การ Outing อาจเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แม้จะมีเจตนาดี เช่น การบอกว่าคนคนหนึ่งเป็น LGBTQ+ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ แต่ผลกระทบต่อบุคคลนั้นอาจร้ายแรงและยากที่จะรับมือ
ความสำคัญของการเคารพสิทธิส่วนบุคคล
ในสังคมที่เปิดกว้างขึ้น การให้เกียรติและเคารพสิทธิส่วนบุคคลของ LGBTQ+ เป็นเรื่องสำคัญ หากเราไม่แน่ใจว่าคนคนนั้นอยากเปิดเผยตัวตนหรือไม่ เราควรหลีกเลี่ยงการพูดถึงสิ่งเหล่านี้ในที่สาธารณะ
“การเปิดเผยตัวตนของคนอื่นควรเป็นสิทธิของเขา อย่าเป็นคนที่แย่งชิงสิทธินั้นไป เพราะผลกระทบที่ตามมาอาจร้ายแรงกว่าที่คุณคิด”
Pansexual (n.)
(แพน-เซ็ก-ชวล)
หมายถึง ผู้ที่ไม่ปิดกั้นว่าคนรักจะเป็นเพศอะไร มีความสนใจในผู้ที่มีอัตลักษณ์ทางเพศใดก็ได้
คนที่เป็นแพนเซ็กชวล (Pansexual) มักนิยามว่าเพศไม่ใช่ปัจจัยในการเลือกคู่ความรักหรือแรงดึงดูดทางเพศที่พวกเขามีต่อผู้อื่น แพนเซ็กชวลมีความหมายเกี่ยวกับความเป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะชายหรือหญิงที่อยู่ในสถานภาพใดก็ตาม มันอยู่ในประเภทเดียวกับไบเซ็กชวลแต่กว้างกว่าตรงที่ pansexuality สามารถรักได้กับทุกเพศ เพราะเพศไม่ได้เป็นปัจจัยในการดึงดูด
Polyamory
(โพ-ลี-อา-มอ-รี่)
แนวคิดในการมีความสัมพันธ์ทางอารมณ์หรือทางเพศกับหลายคนพร้อมกัน โดยที่ทุกฝ่ายในความสัมพันธ์ต่างตกลงรับรู้และยินยอมในสถานะนี้
คำนี้มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณ poly ที่หมายถึง “หลาย” และภาษาละติน amor หมายถึง “ความรัก”
Polyamory แตกต่างจากการนอกใจ เนื่องจากมีหลักการใหญ่ๆ เน้นไปที่ การเปิดเผยและการให้ความเคารพต่อกันและกัน ไม่โกหก ทุกคนรู้ข้อมูลที่เป็นจริง และมีสิทธิในการตัดสินใจของตัวเอง
ความสัมพันธ์แบบ Polyamory สามารถปรากฏในหลายรูปแบบ รวมถึงความสัมพันธ์ที่ทุกคนมีความรักหรือเพศสัมพันธ์ต่อกันและกัน (ในหนึ่งกลุ่มผู้คน) หรือความสัมพันธ์ที่บางคนมีความรักหรือเพศสัมพันธ์กับคนนอกความสัมพันธ์เดิม
Queer
Queer เควียร์
- อดีต: คำว่า “Queer” มาจากภาษาอังกฤษหมายถึง “แปลก” หรือ “ผิดปกติ” และถูกใช้ในเชิงดูถูกในช่วงศตวรรษที่ 19-20 สำหรับคนที่มีความหลากหลายทางเพศในช่วงเวลานั้น คำนี้มักถูกใช้เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยหรือความไม่เข้าใจต่อผู้ที่มีรสนิยมหรืออัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างจากมาตรฐานสังคม
- ปัจจุบัน: คำนี้ถูกนำกลับมาใช้ใหม่โดยชุมชน LGBTQ+ เพื่อเป็นคำที่ครอบคลุมและแสดงถึงอัตลักษณ์ทางเพศที่ไม่อยู่ในกรอบของ Heteronormativity (แนวคิดที่มองว่าความรักและเพศวิถีระหว่างชาย-หญิงเป็นมาตรฐานปกติ) การนำคำนี้กลับมาใช้ใหม่แสดงถึงการยืนยันตัวตนและความหลากหลายทางเพศอย่างเปิดเผย
Queer ในบริบทของอัตลักษณ์ทางเพศ
- คนที่ไม่ใช่ Heterosexual และ/หรือ Cisgender: Queer หมายถึงคนที่ไม่ใช่คนรักต่างเพศหรือไม่ใช่คนเพศกำเนิดตรงกับเพศสภาพ สิ่งนี้รวมถึงบุคคลที่ระบุตัวตนด้วยรสนิยมทางเพศอื่นๆ เช่น Homosexual (รักเพศเดียวกัน), Bisexual (รักสองเพศ), หรืออัตลักษณ์ทางเพศอื่นๆ ที่ไม่ตรงกับเพศกำเนิด
- คนที่ไม่ต้องการระบุเพศวิถีหรืออัตลักษณ์ทางเพศแบบเจาะจง : คำนี้ช่วยให้บุคคลสามารถแสดงตัวตนได้โดยไม่ต้องจำกัดอยู่ในกรอบของคำจำกัดความแบบดั้งเดิม เป็นการให้ความเป็นอิสระในการเลือกและแสดงตัวตนของตนเอง
- คนที่มีความยืดหยุ่นทางเพศหรือรสนิยมทางเพศ : เช่น Pansexual (รักไม่จำกัดเพศ), Genderfluid (เพศสภาพลื่นไหล), Non-binary (ไม่ใช่ และไม่ได้อยู่ในกรอบชายหรือหญิง), และอื่นๆ คำว่า “Queer” ครอบคลุมความหลากหลายเหล่านี้และช่วยให้บุคคลสามารถแสดงออกถึงตัวตนของตนได้อย่างเต็มที่
การใช้คำ Queer ในปัจจุบัน
- การให้อำนาจกับชุมชน LGBTQ+: หลายคนเลือกใช้คำว่า “Queer” เพื่อแสดงตัวตนโดยไม่ต้องจำกัดอยู่ในกรอบของคำจำกัดความแบบดั้งเดิม สิ่งนี้ช่วยให้บุคคลสามารถแสดงออกถึงความหลากหลายและความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเปิดเผย
- ความอ่อนไหว : ยังมีความอ่อนไหวในบางบริบท โดยเฉพาะกับคนรุ่นเก่าที่เคยถูกเรียกด้วยคำนี้ในเชิงลบ การใช้คำว่า “Queer” อาจยังทำให้บางคนรู้สึกไม่สบายใจหรือไม่เห็นด้วย เนื่องจากมีประวัติของการใช้ในเชิงดูถูกในอดีต
Queer ในสื่อและป๊อปคัลเจอร์
- Queer Eye: รายการเรียลลิตี้โชว์ที่นำเสนอไลฟ์สไตล์ของกลุ่ม LGBTQ+ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับแฟชั่นและการใช้ชีวิต รายการนี้ช่วยส่งเสริมความเข้าใจและยอมรับในชุมชน LGBTQ+
- Queer Theory: แนวคิดในเชิงวิชาการที่ศึกษาการท้าทายกรอบเพศและอัตลักษณ์ทางเพศในสังคม Queer Theory มุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์และท้าทายโครงสร้างทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับเพศและอัตลักษณ์ เพื่อสร้างความเข้าใจและยอมรับในความหลากหลายทางเพศ.
สรุป
คำว่า “Queer” เป็นคำที่ทรงพลังและยืดหยุ่นซึ่งช่วยให้คนที่ไม่ต้องการถูกจัดอยู่ในกรอบของเพศแบบดั้งเดิมสามารถแสดงออกถึงตัวตนของพวกเขาได้อย่างอิสระ การนำคำนี้กลับมาใช้ใหม่แสดงถึงการยืนยันตัวตนและความหลากหลายทางเพศอย่างเปิดเผย และช่วยส่งเสริมความเข้าใจและยอมรับในชุมชน LGBTQ+
QUESTINGING
(เควส-ชัน-นิ่ง)
แปลว่า: การสงสัย, การตั้งคำถาม
แต่ในบริบทของความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) หมายถึง กระบวนการสำรวจตนเองเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ หรือสถานะเพศ โดยบุคคลที่อยู่ในช่วงนี้อาจยังไม่แน่ใจ กำลังสำรวจ หรือมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้คำกำกับทางสังคมกับตัวเองด้วยเหตุผลที่หลากหลาย ซึ่งอาจรวมถึงความรู้สึกสับสนหรือยังไม่พร้อมที่จะระบุชัดเจนว่าตนเองเป็นเพศใดหรือชอบเพศไหน
ยกตัวอย่างเช่น: เพศกำเนิดชายที่ระบุว่าเป็นเฮเทโรเซ็กชวล (Heterosexual) คนหนึ่งมีแฟนเพศตรงข้ามมาตลอด แล้วอยู่มาวันหนึ่งเขาเกิดมีความสับสนรสนิยมทางเพศของตัวเองขึ้นมา ซึ่งเราสามารถเรียกได้ว่าเขาอยู่ในช่วง “Questioning” หรือ “กำลังค้นหาตัวตนทางเพศ”
การยอมรับและเข้าใจสถานะ Questioning มีความสำคัญมากๆ เราสามารถให้การสนับสนุนให้บุคคลที่กำลังอยู่ในสถานะนี้มีพื้นที่ปลอดภัยในการค้นหาตัวตนโดยไม่ถูกตัดสิน หรือกดดันจากสังคมรอบข้าง
Fact เพิ่มเติม: รสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ และสถานะเพศ ไม่จำเป็นต้องตรงกันเสมอไป เช่น คนที่ระบุว่าเป็นเฮเทโรเซ็กชวล (Heterosexual กลุ่มคนที่มีความรู้สึกดึงดูดทางร่างกายและจิตใจไปยังบุคคลที่มีเพศตรงข้าม เช่น ผู้ชายที่ชอบผู้หญิง หรือผู้หญิงที่ชอบผู้ชาย เรียกอีกอย่างว่า “สเตรท” Straight) อาจมีปฏิสัมพันธ์ทางเพศกับเพศเดียวกันโดยไม่จำเป็นต้องนิยามตนเองใหม่
ความลื่นไหลทางเพศ (sexual fluidity) สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้ว่าคนนั้นจะเคยนิยามว่าตัวเองอยู่ในชุมชมความหลากหลายทางเพศ LGBTQ+ และอัตลักษณ์ทางเพศที่ไม่จำกัดกรอบ ถือเป็นคำตอบสำหรับผู้ที่อยู่ในสถานะ Questioning ได้เช่นกัน
เช่น เพศเป็นกลาง (gender-neutral), เจนเดอร์เควียร์ (genderqueer), นอนไบนารี (non-binary), หรือเอเจ็นเดอร์ (agender) ที่ไม่ระบุว่าตนเองเป็นเพศชายหรือเพศหญิง หรือไม่ยึดติดกับเพศใดเพศหนึ่ง ก็ได้รับการพูดถึงและยอมรับมากขึ้นในโลกปัจจุบัน
Questioning ถือเป็นขั้นตอนปกติในกระบวนการทำความเข้าใจตัวตนทางเพศ และไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติหรือโรคแต่อย่างใด
ที่มาของข้อมูล:
- https://pflag.org/resource/about-the-q/
- https://en.wikipedia.org/wiki/Questioning_(sexuality_and_gender)
TERF
TERF – เทิร์ฟ (Trans-Exclusionary Radical Feminist)
เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มเฟมินิสต์สายเรดิคัล (Radical Feminist) ที่มีแนวคิดไม่ยอมรับและกีดกันบุคคลข้ามเพศ โดยเฉพาะผู้หญิงข้ามเพศ (Trans women) ออกจากขบวนการสิทธิสตรี
แนวคิดของ TERF
- มุมมองต่อเพศ
– TERF เชื่อว่าเพศเป็นสิ่งที่กำหนดโดยชีววิทยาตั้งแต่เกิด (Sex-based feminism) และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
– มองว่าผู้หญิงข้ามเพศ (Trans women) ไม่ใช่ “ผู้หญิงแท้จริง” เพราะเกิดมามีลักษณะทางชีววิทยาของผู้ชาย
- การกีดกันผู้หญิงข้ามเพศ
– คัดค้านการให้ผู้หญิงข้ามเพศเข้าไปใช้พื้นที่ของผู้หญิง เช่น ห้องน้ำหญิง, ที่พักพิงสำหรับผู้หญิงที่รอดพ้นจากความรุนแรง, การแข่งขันกีฬาหญิง ฯลฯ
– ต่อต้านกฎหมายที่รับรองอัตลักษณ์ทางเพศ เช่น กฎหมายที่อนุญาตให้เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ หรือการรับรองสิทธิของบุคคลข้ามเพศ
- การต่อต้านแนวคิดเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศ
– TERF มองว่าแนวคิดเรื่อง “อัตลักษณ์ทางเพศ” (Gender identity) เป็นภัยคุกคามต่อขบวนการสตรีนิยม เพราะเชื่อว่าสิทธิของผู้หญิงควรถูกกำหนดโดยเพศกำเนิด ไม่ใช่อัตลักษณ์
การโต้แย้งจากกลุ่มสนับสนุนทรานส์
– สิทธิของทรานส์คือสิทธิมนุษยชน → นักสิทธิมนุษยชนและกลุ่มสตรีนิยมกระแสหลักส่วนใหญ่สนับสนุนสิทธิของบุคคลข้ามเพศและยอมรับว่าอัตลักษณ์ทางเพศควรได้รับการเคารพ
– เพศไม่ใช่แค่ชีววิทยา→ หลายงานวิจัยทางจิตวิทยาและสังคมวิทยาชี้ว่าเพศไม่ได้ถูกกำหนดโดยชีววิทยาเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงอัตลักษณ์และประสบการณ์ทางสังคม
– การกีดกันผู้หญิงข้ามเพศเท่ากับการกดขี่อีกแบบหนึ่ง → นักวิชาการบางคนมองว่า TERF กำลังทำสิ่งเดียวกับที่สังคมปิตาธิปไตยเคยทำกับผู้หญิง นั่นคือการกีดกันและกดขี่กลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์ที่แตกต่าง
ข้อสังเกตเกี่ยวกับคำว่า TERF
– คำว่า TERF ถูกใช้ในเชิงลบเพื่อต่อต้านแนวคิดที่กีดกันบุคคลข้ามเพศ
– กลุ่มที่ถูกเรียกว่า TERF มักไม่ยอมรับคำนี้ และบางคนมองว่าเป็นการใส่ร้ายทางความคิด
ตัวอย่างบุคคลที่ถูกมองว่าเป็น TERF
– J.K. Rowling – นักเขียนชื่อดังจากซีรีส์ Harry Potter ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น TERF จากการโพสต์สนับสนุนแนวคิดที่กีดกันทรานส์
โดยรวมแล้ว TERF เป็นแนวคิดที่ยังคงมีความขัดแย้งกับขบวนการสิทธิของบุคคลข้ามเพศและสตรีนิยมที่ครอบคลุมความหลากหลายทางเพศ (Intersectional Feminism)
Transgender (n.)
(ทรานส์-เจน-เดอร์)
คนข้ามเพศ คนที่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้่อตัวร่างกายจากเพศกำเนิด
(ยึดจากอวัยวะเพศ) แบ่งเป็น
Trans man – มีเพศกำเนิดหญิง เปลี่ยนแปลงเนื้อตัวร่างกายไปเป็นชาย
Trans women – มีเพศกำเนิดชาย เปลี่ยนแปลงเนื้อตัวร่างกายไปเป็นหญิง
การเปลี่ยนแปลงเนื้อตัวร่างกายมีได้หลายระดับ ตั้งแต่ รัดหน้าอก ใส่วิก ใส่ซิลิโคนเสริม ไปจนถึงรับฮอร์โมน ศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า เสริมหน้าอก หรือผ่าตัดแปลงเพศ ทั้งนี้การจะเปลี่ยนแปลงไปถึงระดับไหน ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเจ้าตัว สถานะทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และปัจจัยอื่นๆ มากมาย และการเปลี่ยนไปถึงขั้นตอนไหน ไม่ได้มีผลกับความเป็น ‘ชาย’ หรือความเป็น ‘หญิง’ ที่มากกว่าหรือน้อยกว่ากันแต่ประการใด การข้ามเพศนั้นขยายพื้นที่ไปถึงการพัฒนาทางด้านจิตใจ การยอมรับและเข้าใจตนเอง
กระบวนการข้ามเพศ จำเป็นมากสำหรับคนที่มีความทุกข์ใจในเพศสภาพ (Gender Dysphoria) ความไม่พอใจที่อัตลักษณ์ทางเพศของตนไม่ตรงกับเพศโดยกำเนิดอาจจะก่อให้เกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าเข้าสังคม ไม่จนถึงภาวะซึมเศร้าวิตกกังวล
ทั้งนี้ ไม่ควรหาซื้อฮอร์โมนมาใช้เองเพราะอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงทางสุขภาพจากการบริโภคฮอร์โมนเกินขนาด
TWink (n.)
(ทะ -วิงก์)
เป็นคำแสลงในชุมชน LGBTQ+ ใช้เรียกชายหนุ่มที่มักมีรูปร่างลีน ผอมบางหรือปานกลาง
มีลักษณะอ่อนเยาว์ และมักไม่มีขนตามร่างกาย
คำนี้สามารถใช้ได้ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ขึ้นอยู่กับบริบท
ที่มาของคำนี้: สันนิษฐานว่ามีการใช้ครั้งแรกในปี 1963 ซึ่งอาจมาจากคำว่า Twank (ทแวงก์) ที่หมายถึงชายรักร่วมเพศที่ค้าบริการทางเพศ หรืออาจมีความเกี่ยวข้องกับขนมเค้ก Twinkie
(ทวิงกี) ที่มีลักษณะอ่อนหวานและดูนุ่มนวล
บริบททางวัฒนธรรม: ในวัฒนธรรมป๊อป “Twink” มักถูกเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ของชายหนุ่มที่มีความน่ารักและสดใส โดยเฉพาะในสื่อภาพยนตร์ AV แบบชาย-ชาย นอกจากนี้ยังถูกวิจารณ์ว่าเป็นการสะท้อนถึงอัตลักษณ์ทางเพศที่มีมาตรฐานความงาม (Beauty Standard)
แต่คำนี้ได้รับความนิยมในวงการแฟชั่นและบันเทิง โดยนายแบบหรือศิลปินที่มีรูปลักษณ์ตรงตามลักษณะผอมบาง มีเสน่ห์ดึงดูดแบบ เฟมินีน มักจะถูกเรียกว่าเป็น Twink เช่นเดียวกับการปรากฏตัวในสื่อออนไลน์ต่างๆ
โดยรวมแล้ว “Twink” เป็นคำที่สะท้อนถึงความหลากหลายทางเพศและการรับรู้เกี่ยวกับอัตลักษณ์ในสังคมปัจจุบัน
ที่มาของข้อมูล: https://www.them.us/story/what-is-a-twink
U = U
Undetectable = Untransmittable
“ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่” สโลแกนสำคัญจากการประชุมเอดส์โลกที่กรุงปารีส
มีหลักฐานอย่างชัดเจนว่า ผู้ที่มีเชื้อ HIV ถ้าได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างเหมาะสมถูกต้อง เป็นเวลา 6 เดือน ขึ้นไป และมีปริมาณเชื้อในเลือดน้อยกว่า 40-50 ตัวต่อซีซีของเลือด จะไม่สามารถแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้
………………………
ว่าด้วย U = U
ไม่เจอ=ไม่แพร่
สำหรับ ผู้ติดเชื้อ HIV: เป็นการส่งเสริมให้มีแรงจูงใจสูงในการรักษาต่อเนื่องโดยการกินยาต้านไวรัสและตรวจสุขภาพประจำปี
การรักษาที่มีประสิทธิภาพนำไปสู่ผล “ตรวจไม่เจอเชื้อ” ซึ่งเสริมสร้างคุณภาพชีวิตในหลายด้าน รวมถึงความมั่นใจ การมีครอบครัว สุขภาพจิตที่ดีขึ้น และความกล้าในการเปิดเผยสถานะ HIV กับคู่นอน
สำหรับประชาชนทั่วไป: ส่งเสริมความกล้า ที่จะเดินเข้าไปตรวจหาเชื้อ HIV และเข้าสู่กระบวนการรักษาทันทีหากพบเชื้อ นำไปสู่การรักษาจน “ตรวจไม่เจอเชื้อ” ซึ่งช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีชีวิตที่ปกติและมีครอบครัวได้
สำหรับสังคม: เข้าใจเรื่อง U = U (Undetectable = Untransmittable) ในสังคมนำไปสู่การลดการกีดกันและลดความรังเกียจต่อผู้ติดเชื้อ สนับสนุนให้ผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษาและทำงานได้ปกติโดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นอันตรายต่อผู้อื่น.
การรับรู้ว่าผู้ติดเชื้อที่ได้รับการรักษาสามารถมีสุขภาพที่แข็งแรงและไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพไปมากกว่าคนที่ไม่ติดเชื้อ จะช่วยเปลี่ยนมุมมองของสังคมต่อโรค HIV/AIDS ให้เป็นเชิงบวกมากขึ้น.
ที่มา : https://redcross.or.th/
www.thaiaidssociety.org
