ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหา โดยในปี 2023 ญี่ปุ่นมีอัตราการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 727,277 คน ลดลง 5.1% จากปีก่อนหน้า
ประชากรของญี่ปุ่นลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 โดยลดลงกว่า 500,000 คนในปีที่ผ่านมา ขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น คาดการณ์ว่าประชากรญี่ปุ่นจะลดลงถึง 30% เหลือประมาณ 87 ล้านคนภายในปี 2070 โดย 4 ใน 10 คนจะมีอายุ 65 ปีขึ้นไป
ข้อเสนอของ Hyakuta ที่ว่าควร “ห้ามผู้หญิงแต่งงานหลังอายุ 25 ปี” และ “ผ่าตัดมดลูกออกเมื่ออายุ 30 ปี” นั้น ไม่เพียงแต่ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนมุมมองที่มองผู้หญิงเป็นเพียง “เครื่องมือผลิตประชากร” มากกว่าการเป็นมนุษย์ที่มีสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายและชีวิตของตนเอง วาทกรรมที่น่าตกใจไม่น้อยไปกว่ากันคือการเสนอให้ “ห้ามผู้หญิงเข้าเรียนมหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุ 18 ปี” เพื่อให้มุ่งเน้นการมีบุตร สะท้อนการละเลยสิทธิในการศึกษาและการพัฒนาตนเองของผู้หญิง
แม้ภายหลัง Hyakuta จะอ้างว่าเป็นเพียง “แนวคิดสมมติ” แต่การที่ผู้นำทางการเมืองแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ออกสู่สาธารณะ ย่อมส่งผลกระทบต่อทัศนคติของสังคมและความปลอดภัยของผู้หญิง ดังที่ Sumie Kawakami นักวิชาการด้านเพศสภาพได้วิพากษ์ว่า นี่คือ “การเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง”
ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามแก้ปัญหาประชากรด้วยมาตรการต่างๆ เช่น การเพิ่มเงินอุดหนุนสำหรับครอบครัวที่มีบุตร โดยในปี 2024 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ 3.5 ล้านล้านเยน (ประมาณ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อปีเพื่อสนับสนุนครอบครัวที่มีบุตร อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามาตรการเหล่านี้ยังไม่ครอบคลุมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ลังเลที่จะแต่งงาน
หากมองให้ลึกลงไป วิกฤตประชากรของญี่ปุ่นไม่ได้เกิดจาก “ความไม่เต็มใจมีลูกของผู้หญิง” แต่เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องการจ้างงาน รายได้ และระบบสนับสนุนครอบครัว การโทษผู้หญิงและพยายามควบคุมร่างกายของพวกเธอจึงไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง
การแก้ปัญหาประชากรที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการสร้างสังคมที่เท่าเทียม เคารพสิทธิมนุษยชน และมีระบบสนับสนุนที่เอื้อให้ทุกคนสามารถสร้างครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่การบังคับควบคุมหรือลิดรอนสิทธิของผู้หญิง นอกจากนี้ ญี่ปุ่นอาจต้องพิจารณาการเปิดรับแรงงานต่างชาติมากขึ้น โดยในปัจจุบันประชากรต่างชาติในญี่ปุ่นมีสัดส่วนเพียง 3% ของประชากรทั้งหมด
ท้ายที่สุด เหตุการณ์นี้ควรเป็นบทเรียนให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการต่อต้านวาทกรรมที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และการสร้างสังคมที่เคารพความเท่าเทียมทางเพศอย่างแท้จริง เพราะการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนในสังคม ไม่ใช่การมองใครเป็นเพียงเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายทางประชากรศาสตร์
ที่มาข้อมูล
- https://www.news18.com/world/ban-women-from-marrying-after-25-remove-uterus-japan-leaders-bizarre-remarks-sparks-row-9119022.html
- https://www.weforum.org/stories/2023/09/elderly-oldest-population-world-japan/
- https://timesofindia.indiatimes.com/etimes/trending/japanese-lawmakers-misogynistic-remarks-spark-controversy-remove-uterus-after-women-turn-30/amp_articleshow/115268534.cms
รู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับโพสต์นี้?