โดยสำนักงาน New Mexico Health Care Authority ยืนยันว่า รัฐมีแผนจะเดินหน้าทำโ๕รงการบริการเหล่านี้ด้วยเงินของรัฐ หลังกฎใหม่ของรัฐบาลกลางเริ่มมีผลในวันที่ 13 ตุลาคม 2026 พูดง่าย ๆ คือ Washington ตัดงบ แต่ New Mexico บอกว่า “งั้นรัฐจ่ายเอง”
แล้วรัฐบาลกลางกำลังเปลี่ยนอะไร?
กฎใหม่ที่รัฐบาล Trump ประกาศเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา คือห้ามนำเงินด้านสาธารณสุขของรัฐบาลกลาง ไปใช้กับ Gender-Affirming Care สำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี และห้ามใช้เงินจาก CHIP สำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 19 ปี
บริการที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดนี้รวมถึง Puberty Blockers, Hormone Therapy และการผ่าตัดบางประเภท ซึ่งกฎดังกล่าวมีกำหนดเริ่มใช้วันที่ 13 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป
แต่มีช่องว่างสำคัญอยู่ตรงนี้ กฎของรัฐบาลกลางไม่ได้ห้ามรัฐใช้เงินของตัวเองเพื่อจ่ายค่าบริการเหล่านี้ และ New Mexico ก็เลือกใช้ช่องทางนั้น
New Mexico ขอเลือกทางของตัวเอง
โฆษกของ Health Care Authority เปิดเผยว่า หน่วยงานกำลังวางแผนที่จะเดินหน้าครอบคลุมบริการเหล่านี้ด้วยงบประมาณของรัฐ
ปัจจุบันโครงการ Turquoise Care ของ New Mexico ครอบคลุมยาบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับ Gender-Affirming Care สำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปีอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้ครอบคลุมการผ่าตัดก็ตาม
ดังนั้น สำหรับครอบครัวที่มีสิทธิอยู่ในระบบของรัฐ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจไม่ได้หมายความว่าจะต้องควักเงินจ่ายเองทันที แต่ภาระค่าใช้จ่ายที่เดิมได้รับเงินสมทบจากรัฐบาลกลางจะถูกย้ายมาเป็นภาระของ รัฐบาลรัฐ New Mexico แทน
เพราะ New Mexico ไม่ใช่รัฐที่เพิ่งเริ่มปกป้องสิทธิ LGBTQ+
ท่าทีครั้งนี้สอดคล้องกับแนวนโยบายของ New Mexico ที่เดินหน้าปกป้องการเข้าถึง Gender-Affirming Healthcare มาหลายปี
เช่นในปี 2023 รัฐได้ผ่านร่างกฎหมาย Reproductive and Gender-Affirming Health Care Freedom Act เพื่อคุ้มครองการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการยืนยันอัตลักษณ์ทางเพศ ขณะที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา New Mexico ก็กลายเป็นหนึ่งในรัฐที่ครอบครัว LGBTQ+ มองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยมากขึ้น ท่ามกลางข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้นในรัฐใกล้เคียงอีกด้วย
ปัจจุบัน New Mexico มีประชากรราว 41.4% ที่อยู่ในระบบ Medicaid หรือ CHIP และมีเด็กประมาณ 61% ที่ได้รับประกันสุขภาพผ่านสองโครงการนี้ ทำให้การเปลี่ยนแปลงนโยบายระดับรัฐบาลกลางมีความสำคัญกับครอบครัวจำนวนมาก
นอกจากนี้ข้อมูลจาก Williams Institute ยังประเมินว่า มีเยาวชนข้ามเพศอายุ 13–17 ปีอาศัยอยู่ในรัฐ New Mexico ราว 4,800 คน
แต่สำหรับคนที่กำลังรับฮอร์โมนอยู่ มีช่วงเปลี่ยนผ่าน
กฎใหม่เปิดทางให้ผู้ที่กำลังรับ Hormone Therapy อยู่แล้วสามารถได้รับความคุ้มครองจากเงินรัฐบาลกลางต่อไปได้อีกสูงสุด 6 เดือน หลังวันที่กฎมีผล
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงมาตรการเปลี่ยนผ่าน ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เพิ่งเริ่มการรักษาหลังจากนั้นจะได้รับสิทธิจากรัฐบาลกลางต่อไปโดยอัตโนมัติ
ขณะเดียวกัน กฎดังกล่าวยังเผชิญกับความเป็นไปได้ที่จะถูกท้าทายในชั้นศาล ซึ่งอาจทำให้การบังคับใช้นโยบายล่าช้าหรือถูกระงับได้
จากกรณี “ตัดงบ” สู่คำถามว่า รัฐจะเลือกปกป้องใคร
สิ่งที่เกิดขึ้นใน New Mexico นั้นน่าสนใจมากกว่าแค่เรื่องงบประมาณ เพราะมันสะท้อนภาพใหญ่ของสหรัฐฯ ในเวลานี้อย่างเห็นได้ชัด เมื่อรัฐบาลกลางเลือกถอยออกจากการสนับสนุน Gender-Affirming Care บางรัฐกำลังเลือกว่าจะเดินตามนโยบายดังกล่าว หรือใช้ทรัพยากรของตัวเองเพื่อรักษาการเข้าถึงบริการเอาไว้
สำหรับ New Mexico คำตอบในตอนนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า “ถ้าเงินจากรัฐบาลกลางไม่มา เราจะหาทางจ่ายเอง”
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สำหรับเด็กข้ามเพศและครอบครัว การเข้าถึง Healthcare ไม่ควรกลายเป็นเกมว่า “บ้านคุณอยู่รัฐไหน?” แล้วถึงจะรู้ว่าคุณมีสิทธิได้รับการดูแลหรือไม่
เมื่อ Gender-Affirming Care กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่กำลังแบ่งขั้วสังคมอเมริกันอย่างเห็นได้ชัด การตัดสินใจของ New Mexico จึงไม่ใช่แค่เรื่องว่า “ใครจะเป็นคนจ่าย” แต่คือการย้ำว่า เด็กข้ามเพศควรมีสิทธิเลือกและเข้าถึงการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับตัวเอง แม้เงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางจะหายไปก็ตาม
เพราะสุดท้ายแล้ว เรื่องนี้อาจไม่ได้วัดกันแค่ว่า รัฐไหนมีงบมากพอจะจ่าย แต่กำลังถามว่า รัฐจะเลือกปกป้องสิทธิและคุณภาพชีวิตของเด็กข้ามเพศมากแค่ไหน
ที่มาของข้อมูล: