คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากศาลรับคำร้องของกระทรวงยุติธรรม เพื่อยกเลิกคำสั่งระงับนโยบายที่ผู้พิพากษาชั้นต้นเคยมีไว้ก่อนหน้า ซึ่งศาลให้เหตุผลว่าการใช้ข้อมูลเพศตามแรกเกิดเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ไม่ถือเป็นการละเมิดหลักความเสมอภาค
อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาสายเสรีนิยมบางส่วนไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ โดยชี้ว่าการปล่อยให้นโยบายดังกล่าวกลับมามีผลบังคับใช้ระหว่างรอการตัดสินอาจสร้างความเสียหายแก่กลุ่มคนข้ามเพศ
นอกจากนี้ผู้พิพากษาที่คัดค้านยังระบุเพิ่มเติมว่า การปฏิเสธไม่ให้คนข้ามเพศมีหนังสือเดินทางที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศของตน คือการปฏิเสธความจริงของตัวตน และอาจทำให้บุคคลเหล่านี้ต้องเผชิญการตรวจสอบอย่างเข้มงวดหรือความอับอายจากเจ้าหน้าที่รัฐ
นโยบายของรัฐบาลทรัมป์ถือเป็นการถอยหลังลงคลอง สวนทางกลับแนวปฏิบัติของกระทรวงการต่างประเทศที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1992 ซึ่งอนุญาตให้เปลี่ยนเพศในหนังสือเดินทางได้ หากมีเอกสารทางการแพทย์รองรับ
คำตัดสินครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความกังวล เนื่องจากศาลฎีกากำลังพิจารณาคดีอีกคดีหนึ่งซึ่งอาจนำไปสู่การล้มล้างสิทธิสมรสเพศเดียวกันตามคำพิพากษา Obergefell v. Hodges (2015) สะท้อนถึงแนวโน้มการท้าทายสิทธิของกลุ่ม LGBTQ+ ในสหรัฐฯ ที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ที่มาของข้อมูล:
- https://www.nbcnews.com/politics/supreme-court/supreme-court-allows-trump-enforce-passport-restrictions-targeting-tra-rcna235999
- https://www.reuters.com/world/us-supreme-court-allows-trumps-passport-policy-targeting-transgender-people-2025-11-06/
- https://www.theguardian.com/us-news/2025/nov/06/supreme-court-ruling-passports-transgender-trump
รู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับโพสต์นี้?