ข้อมูลจากโครงการวิจัย For the Assessment of Individualised Risk (FAIR) ซึ่งสำรวจผู้บริจาคเลือดชายจำนวน 8,744 คนในอังกฤษ พบว่า 7.5% ของผู้บริจาคระบุตัวตนว่าเป็นเกย์ ไบเซ็กชวล แพนเซ็กชวล เควียร์ ไบคิวเรียส หรือเซ็กชวลฟลูอิด เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเพียง 1.8% ในปี 2014 สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทั้งในระบบสาธารณสุขและทัศนคติของสังคม
เบื้องหลังตัวเลขนี้เกิดจากการปรับเกณฑ์คัดกรองผู้บริจาคเลือดในอังกฤษ ซึ่งหันมาใช้ระบบประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล แทนการใช้รสนิยมทางเพศเป็นตัวตัดสินว่าบุคคลนั้นมีสิทธิบริจาคเลือดหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่จะพิจารณาพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านสุขภาพของแต่ละคนมากกว่าการเหมารวมจากอัตลักษณ์ทางเพศ
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของวงการสาธารณสุข หลังจากในอดีตชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายเคยถูกห้ามบริจาคเลือดอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่ยุควิกฤต HIV/AIDS ในช่วงทศวรรษ 1980 ต่อมาแม้ข้อห้ามจะค่อย ๆ ผ่อนคลาย แต่ก็ยังมีเงื่อนไขที่ถูกวิจารณ์ว่าเลือกปฏิบัติต่อชุมชน LGBTQ+ อยู่ไม่น้อย จนกระทั่งมีการนำแนวทางคัดกรองรายบุคคลมาใช้ในปี 2021 ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้คนจำนวนมากที่เคยถูกกีดกันสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยชีวิตผู้อื่นได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น
แนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหราชอาณาจักรเท่านั้น เพราะในปี 2023 สำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ก็ได้ปรับมาใช้แนวทางคัดกรองรายบุคคลในลักษณะใกล้เคียงกัน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของนโยบายด้านสุขภาพทั่วโลก ที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยของระบบเลือดและหลักความเท่าเทียมทางสิทธิมนุษยชน
สำหรับชุมชน LGBTQ+ ตัวเลข 7.5% อาจเป็นมากกว่าสถิติการบริจาคเลือด แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการได้รับการยอมรับในฐานะของพลเมืองที่มีคุณค่าเท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุข
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ช่วยชีวิตผู้คนได้ไม่ใช่เพศสภาพหรือรสนิยมทางเพศของผู้บริจาค แต่คือเลือดที่ปลอดภัยและความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่นที่มีความจำเป็นต้องใช้ต่างหาก
ที่มาของข้อมูล: