ARTICLE, Gender & Sexuality, Society & Culture

ผู้หญิงรุ่นใหม่ “ชอบผู้ชายอย่างเดียว” น้อยลง? งานวิจัยชี้ขอบเขตรักต่างเพศกำลังเปิดกว้าง

Collage poster with two classical statues among flowers, torn newspaper and a pastel gradient, title 'GENDER-ATION' at top.

พาดหัวแบบนี้อาจฟังคล้ายว่าผู้หญิงจำนวนมากตื่นขึ้นมาแล้วตัดสินใจเลิกชอบผู้ชาย แต่สิ่งที่งานวิจัยพบละเอียดกว่านั้นมาก คนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้หญิงจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กำลังรายงานว่าแรงดึงดูด ประสบการณ์ทางเพศ และคำที่ใช้เรียกตัวเอง ไม่ได้ผูกอยู่กับผู้ชายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

ทีมนักวิจัยจาก Human Sexualities Research Lab แห่ง Binghamton University วิเคราะห์คำตอบของนักศึกษามหาวิทยาลัยรัฐในนิวยอร์กกว่า 10,000 คน ระหว่างปี 2011 ถึง 2026 พร้อมคำตอบปลายเปิดอีกกว่า 700 ชุดในช่วงปี 2024-2025 

ผลที่ออกมาชัดเจน ปี 2011 นักศึกษาหญิงราว 22% ระบุว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกดึงดูดต่อผู้ชายเพียงเพศเดียว พอถึงปี 2026 ตัวเลขนั้นขยับขึ้นเป็นเกือบครึ่งหนึ่ง ส่วนผู้หญิงที่เคยมีคู่นอนหลากหลายเพศเพิ่มจาก 8% เป็น 35% และคนที่ระบุอัตลักษณ์ว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนรักต่างเพศอย่างเดียวเพิ่มจาก 18% เป็น 44% ขณะที่ฝั่งนักศึกษาชายแทบไม่ขยับเลย สัดส่วนคนที่ไม่ได้ดึงดูดต่อผู้หญิงเพียงเพศเดียวอยู่ที่ราว 14% ในปี 2011 และ 13% ในปี 2026

เราจะเข้าใจตัวเลขเหล่านี้ได้ชัดขึ้นถ้ามองว่ารสนิยมทางเพศไม่ได้มีแค่ช่องเดียวให้ติ๊ก นักวิจัยแยกมันออกเป็นสามมิติ คือแรงดึงดูดว่าเราสนใจใคร พฤติกรรมว่าเรามีความสัมพันธ์กับใคร และอัตลักษณ์หรือคำที่เราเลือกใช้เรียกตัวเอง 

สามอย่างนี้บางครั้งก็ไปด้วยกัน บางครั้งก็ไม่ตรงกันทั้งหมด ผลการศึกษาจึงไม่ได้บอกว่าผู้หญิงกำลังเปลี่ยนจาก “ชอบผู้ชายเท่านั้น” ไปเป็น “ชอบผู้หญิงเท่านั้น” แต่คำตอบกระจายอยู่ตลอดสเปกตรัม ตั้งแต่ชอบผู้ชายเป็นหลัก ชอบมากกว่าหนึ่งเพศ ไปจนถึงชอบผู้หญิงเป็นหลัก 

สิ่งที่เปลี่ยนชัดที่สุดคือจำนวนผู้หญิงที่บอกว่าตัวเองดึงดูดต่อผู้ชายเพียงอย่างเดียวนั้นลดลง แนวโน้มแบบนี้เชื่อมโยงกับคำว่า sexual fluidity (เซ็กชวล ฟลูอิดิตี) หรือความยืดหยุ่นของแรงดึงดูดและอัตลักษณ์ทางเพศที่อาจแปรเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิต ซึ่งไม่ได้แปลว่าใครจะ “เลือก” รสนิยมของตัวเองได้ตามใจ

คำถามต่อมาคือทำไมความเปลี่ยนแปลงนี้ถึงเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย นักวิจัยเสนอว่าการเคลื่อนไหวของเฟมินิสต์ได้ขยายโอกาสด้านการศึกษา การทำงาน สิทธิทางการเมือง การคุมกำเนิด และการหย่าร้าง ทำให้ผู้หญิงมองเห็นอนาคตที่ไม่จำเป็นต้องผูกกับการแต่งงานแบบชายหญิงเป็นเส้นทางเดียว การได้เห็นชุมชน LGBTQ+ สมรสเท่าเทียม พื้นที่เควียร์ออนไลน์ ภาษาที่อธิบายตัวตนได้ละเอียดขึ้น ต่างช่วยกันตั้งคำถามต่อความคิดที่ว่าความสัมพันธ์กับผู้ชายต้องเป็นศูนย์กลางชีวิตของผู้หญิงเสมอ

ตรงนี้เชื่อมกับคำว่า compulsory heterosexuality (คอมพัลซอรี เฮเทอโรเซ็กชวลิตี) หรือแรงกดดันทางสังคมที่ทำให้ความรักต่างเพศกลายเป็น “ค่าเริ่มต้น” อย่างความคาดหวังว่าผู้หญิงต้องแต่งงานกับผู้ชายถึงจะมีชีวิตที่สมบูรณ์ พอแรงกดดันนี้คลายลง พื้นที่ให้ผู้หญิงซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองก็เปิดกว้างขึ้น ส่วนผู้ชายยังต้องแบกกรอบความเป็นชายที่ผูกความแมนเข้ากับการชอบผู้หญิง การมีอำนาจเหนือกว่า และการรักษาระยะห่างจากอะไรก็ตามที่ถูกตีความว่าเป็นเกย์หรือเป็นหญิง พื้นที่สำหรับความคลุมเครือทางเพศของผู้ชายจึงยังแคบกว่ามาก

ทั้งนี้ทั้งนั้น งานศึกษาชิ้นนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาทางวิชาการ และสำรวจเฉพาะนักศึกษาในมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่งของนิวยอร์ก จึงใช้แทนผู้หญิงทั้งสหรัฐฯ หรือทั้งโลกไม่ได้ ข้อมูลบอกได้แค่ความสัมพันธ์ของแนวโน้มต่างๆ แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุโดยตรง สิ่งที่ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนจึงอาจไม่ได้เป็นภาพของโลกที่ผู้หญิง “เลิกชอบผู้ชาย” แต่เป็นโลกที่ผู้คนเริ่มมีภาษา ความปลอดภัย และพื้นที่มากพอจะซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง


ที่มาของข้อมูล:

  1. https://www.seattlepi.com/news/young-women-are-identifying-as-less-straight-a22335473
  2. https://www.lgbtqnation.com/2026/07/new-research-shows-women-are-moving-away-from-heterosexuality/
Share This :

บทความที่เกี่ยวข้อง