ARTICLE

ม้าขี่-ปู๊เมีย ในความหมายของคนล้านนาการเปิดพื้นที่ทางเพศสภาพให้กับ LGBTQ+ ผ่านวิถีความเชื่อที่สืบต่อกันมาหลายยุค

ม้าที่ปู่เมียปู่เฒ่ิยวัฒนธรรมล้านนาเปิดพื้นที่ทางเพศสภาพให้ LGBTQ+ GENDERATION

หากใครอยู่ในสังคมล้านนา หรือจังหวัดภาคเหนือตอนบน เรามักจะคุ้นเคยกันดีกับการที่เหล่า LGBTQ+มักมีส่วนร่วมในพิธีกรรม งานบุญตามประเพณีในฐานะ “แม่งาน” และมักจะเต็มไปด้วยเอนเนอจี เอนเนอใจ เป็นกลุ่มคนที่มีพลังงานบางอย่างสามารถเสกสรร ปั้นแต่ง สิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้นลุล่วงได้ด้วยดีในแบบจึ้งๆ สวยงามและเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นงานออร์แกไนซ์ การจัดดอกไม้ ทำพานพุ่มบายศรี เป็นแม่งานในขบวนแห่ช่างฟ้อน ฯลฯ ซึ่งต้องยอมรับว่าถ้าสังคมล้านนาขาดพี่กะเทยไปแล้ว คือไปไม่ถูกอย่างแน่นอน

เช่นเดียวกันกับ LGBTQ+ ที่ในท้องถิ่นมักเรียกว่า ปู๊เมีย หรือ ปู๊แม่ แต่สถานภาพของปู๊เมียในสถานะม้าขี่ (คนทรง) นั้นแตกต่างออกไป เพราะเป็นผู้ที่ถูกคัดเลือกจากผีเจ้านาย ซึ่งมีความพิเศษกว่าปุถุชนทั่วไป มีลูกศิษย์ทุกเพศทุกวัยที่ศรัทธาในตัวผีเจ้านายตนนั้นๆ ให้ความเคารพนับถือ – วันนี้ Genderation เราจะพาไปทำความรู้จักกัน

ปู๊เมีย หรือ ปู๊แม่ เป็นคำที่ใช้ในภาษาล้านนาเพื่ออธิบายบุคคลที่มีเพศกำเนิดเป็นชายแต่มีเพศสภาพหรือจิตใจที่เป็นหญิง หรือบุคคลที่มีลักษณะที่ผสมผสานระหว่างเพศชายและหญิงซึ่งโดยทั่วไปจะหมายถึงกลุ่มชายรักชาย

ในสังคมล้านนา “ปู๊เมีย” มักมีบทบาทสำคัญในพิธีกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับผี โดยเฉพาะในฐานะ “ม้าขี่” หรือร่างทรงที่เชื่อมโยงกับผีบรรพบุรุษหรือผีเจ้านาย

นอกจากความเชื่อ และประเพณีการนับถือสักการะ บูชา ผี ที่มีอยู่ในทุกอนูของล้านนาแล้ว การมีอยู่ของ “ปู๊เมีย” ในฐานะ “ม้าขี่” หรือร่างทรงของผีปู่ย่า ผีเจ้านาย หรือผีอารักษ์ตามคำเรียกของคนล้านนา มีลักษณะแบบเดียวกันกับคนทรงเจ้าในภูมิภาคอื่นของไทย

จุดประสงค์ของการเป็นม้าขี่ คือ เป็นตัวกลางในการสื่อสารเชื่อมโยงระหว่างผีกับคนธรรมดาเข้าด้วยกัน โดยส่วนใหญ่ผู้คนนิยมเข้ามาปรึกษาม้าขี่เมื่อมีปัญหาชีวิต ทรัพย์สิน ญาติพี่น้องสูญหาย หรือเจ็บป่วย ผีก็จะให้คำแนะนำผ่านม้าขี่ที่ได้ลงย่ำ (เข้าทรง)

ในประวัติศาสตร์ล้านนายังเคยมีการใช้ม้าขี่และผีเจ้านายเป็นข้อต่อรองเงื่อนไขทางการค้า โดยปรากฏเรื่องเล่าว่า ในสมัยเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่ องค์ที่ 7 (พ.ศ. 2416 – 2440) มีกลุ่มชาวจีนรวมตัวกันผูกขาดการต้มเหล้าในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจการค้าของกลุ่มเจ้านายในเมืองเชียงใหม่ได้ เจ้าอุบลวรรณา พระขนิษฐาของแม่เจ้าทิพเกสร พระชายาของเจ้าอินทวิชยานนท์ ได้ทำพิธีเป็นม้าขี่ให้ผีเจ้าพ่อ หรือ เจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 6 ลงย่ำ เพื่อขู่เตือนไม่ให้ชาวจีนผูกขาดการต้มเหล้าเป็นอันขาด มิฉะนั้นบุคคลผู้นั้นจะได้รับความเจ็บป่วย รวมถึงอาการป่วยของแม่เจ้าทิพเกสรที่เป็นอยู่เดิมก็จะหนักลงไปอีก ด้วยเหตุนี้ เจ้าอินทวิชยานนท์จึงออกคำสั่งยกเลิกการผูกขาดการต้มเหล้าไปโดยไม่มีผู้ใดขัดขวาง

ความเชื่อเรื่องม้าขี่และผีมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนล้านนาในอดีตเป็นอย่างมาก เพราะม้าขี่และผีเป็นเสมือนผู้ชี้นำทิศทางการใช้ชีวิตของบุคคลนั้นๆ หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหรือเชื่อฟังคำแนะนำอาจจะมีอันเป็นไปได้

ขณะเดียวกัน ตัวม้าขี่ซึ่งเป็นตัวแทนของผีที่ผู้คนให้ความเคารพบูชาก็ควรปฏิบัติตนให้เหมาะสมด้วยเช่นกัน โดยมีหลักปฏิบัติตนของม้าขี่ที่พึงกระทำ เช่น

  • การไม่สวมเสื้อผ้าสีดำหรือสีเข้มไปงานพิธีต่างๆ
  • การไม่ร่วมรับประทานอาหารหรือร่วมพิธีในงานศพหรืองานอวมงคล
  • การไม่รับประทานผัก ผลไม้ที่เป็นเครือเถา เช่น พืชกลุ่มแตง ฟัก บวบ ผักปลัง ยอดมะพร้าวอ่อน เป็นต้น
    นอกจากนี้ยังต้องเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี เข้าวัดทำบุญ ถือศีล 5 อยู่เสมอ หลักปฏิบัติเหล่านี้เป็นเสมือนข้อบังคับให้ม้าขี่ทุกเพศ ทุกวัยต้องกระทำเช่นเดียวกันหมด นี่จึงเป็นกุศโลบายหนึ่งที่นอกจากจะทำให้ตัวม้าขี่มีความพิเศษกว่าคนธรรมดาทั่วไปแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างความน่าเลื่อมใสให้กับตัวม้าขี่เองด้วย

ความหมายของการมีอยู่ของ “ม้าขี่–ปู๊เมีย”

เป็นการเปิดพื้นที่การแสดงออกทางเพศสภาพที่หลากหลาย ที่อาจพบเห็นได้ยากในสังคมอนุรักษ์นิยม
จึงอาจกล่าวได้ว่า การเพิ่มขึ้นของม้าขี่ปู๊เมียในพิธีกรรม เป็นการเปิดประตูให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเข้ามามีบทบาทในวิถีความเชื่อแบบโบราณนี้ได้แนบเนียนและไม่สร้างความตะขิดตะขวงใจต่อผู้นับถือ

สังคมล้านนาโดยทั่วไปถือว่ามีการยอมรับความหลากหลายทางเพศ LGBTQ+ มาอย่างช้านาน การเป็น “ปู๊เมีย” ถือเป็นเรื่องปกติและไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกหรือขัดต่อศีลธรรมแต่อย่างใด

อ้างอิงและเรียบเรียงข้อมูลจาก: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่

บทความที่เกี่ยวข้อง

Share This :

บทความที่เกี่ยวข้อง