เขาเป็นนักเคลื่อนไหว นักเขียน และผู้รณรงค์ด้าน HIV/AIDS ชาวสหราชอาณาจักร ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเสียงสำคัญที่สุดของชุมชนคนผิวดำและชุมชน LGBTQ+ ในอังกฤษ โดยเฉพาะการผลักดันเรื่องสิทธิของผู้มีชีวิตอยู่ร่วมกับ HIV และการลดการตีตรา (stigma) ที่ผู้ติดเชื้อต้องเผชิญ
นอกจากนี้เขาเป็นที่รู้จักจากการทำงานในหลายด้าน ได้แก่
- รณรงค์เรื่อง HIV/AIDS มานานกว่า 30 ปี ทั้งการให้ความรู้ การผลักดันนโยบาย และการต่อสู้กับอคติที่มีต่อผู้ติดเชื้อ
- ส่งเสริมการเข้าถึง PrEP และการป้องกัน HIV เพื่อให้คนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างเท่าเทียม
- สนับสนุนชุมชนชายขอบ โดยเฉพาะคนผิวดำ LGBTQ+ และผู้ที่เผชิญการเลือกปฏิบัติจากหลายปัจจัยซ้อนกัน
- นักเขียนและนักพูดสาธารณะ ที่แบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับการใช้ชีวิตร่วมกับ HIV และเรียกร้องให้สังคมมองผู้ติดเชื้อด้วยความเข้าใจมากกว่าอคติ
ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา มหาวิทยาลัย Middlesex University ได้มอบ ปริญญากิตติมศักดิ์ ให้แก่ Marc Thompson ในพิธีสำเร็จการศึกษาประจำปี 2026 เพื่อยกย่องผลงานอันโดดเด่นด้านการรณรงค์เกี่ยวกับ HIV/AIDS ที่เขาทุ่มเทมาตลอดหลายทศวรรษ
ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ต่อบัณฑิตรุ่นใหม่ เขาได้ฝากข้อความที่ทรงพลังไว้ว่า “จงปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตา และกล้าท้าทายความอยุติธรรมด้วยความกล้าหาญและจินตนาการ”
Marc Thompson ยังใช้ช่วงเวลาสำคัญนี้เพื่ออุทิศเกียรติยศให้กับ ชายผิวดำที่เป็นเกย์ ผู้มีชีวิตอยู่ร่วมกับ HIV นักเคลื่อนไหว และผู้ทำงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งต่างมีบทบาทในการผลักดันสังคมให้ก้าวไปข้างหน้า แม้ว่าหลายคนจะไม่ค่อยได้รับการยอมรับในพื้นที่สาธารณะก็ตาม
อย่างไรก็ตาม สำหรับ Marc Thompson เขาไม่ได้เป็นเพียงนักรณรงค์เรื่อง HIV เท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ผลักดันการเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับการป้องกัน HIV การสนับสนุนการใช้ PrEP และการทำงานร่วมกับชุมชนชายขอบในสหราชอาณาจักร เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพและได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
เรื่องราวของ Marc Thompson เป็นเครื่องเตือนใจว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นจากคนที่มีอำนาจเสมอไป แต่เกิดจากผู้ที่กล้ายืนหยัดเพื่อความถูกต้องอย่างต่อเนื่อง และไม่หยุดส่งเสียงแทนผู้ที่สังคมมองข้าม
แม้ปัจจุบันการรักษาและการป้องกัน HIV จะก้าวหน้าไปมาก แต่การตีตราและอคติยังคงมีอยู่ในหลายสังคม การได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการยกย่องตัวบุคคล แต่ยังเป็นการยืนยันว่า การต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรี ความเท่าเทียม และสิทธิด้านสุขภาพของทุกคน คือภารกิจที่โลกยังต้องเดินหน้าต่อไป
ที่มาของข้อมูล: