ARTICLE, Gender & Sexuality

จาก Male Privilege ถึง Heteronormativity ถอดรหัสพีระมิดอำนาจ เหตุใดชาย straight บางส่วนถึงคิดว่าตัวเองอยู่บนสุดของโครงสร้างสังคม และรู้สึกสั่นคลอนทุกครั้งเมื่อเอ่ยถึงความเท่าเทียมทางเพศ

Colorful collage poster about gender and heteronormativity, featuring a statue bust, pyramid, open book, and scattered shapes in a textured background.

เมื่อพูดถึงความเท่าเทียมทางเพศ เรามักพบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอยู่เสมอ นั่นคือการที่ผู้ชาย straight บางส่วนแสดงความไม่สบายใจ รู้สึกถูกคุกคาม หรือมองว่าการเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงและ LGBTQIA+ เป็นการลดทอนสถานะของตนเอง

คำถามคือ เหตุใดการที่คนอื่นได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน จึงทำให้บางคนรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังสูญเสียบางอย่าง?

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่สิ่งที่นักวิชาการด้านเพศศึกษาเรียกว่า Male Privilege, Heteronormativity และระบบสังคมแบบ Patriarchy หรือ “ปิตาธิปไตย”

เมื่ออำนาจถูกทำให้ดูเป็นเรื่องธรรมชาติ

ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ อำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา และกฎหมาย ถูกถือครองโดยผู้ชายเป็นส่วนใหญ่

ผู้นำประเทศส่วนมากเป็นผู้ชาย
ผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ส่วนมากเป็นผู้ชาย
ผู้นำศาสนาในหลายศาสนายังคงเป็นผู้ชาย

เมื่อภาพเช่นนี้ถูกผลิตซ้ำผ่านสถาบันครอบครัว โรงเรียน และสื่อมวลชนมาเป็นเวลาหลายร้อยปี ผู้คนจำนวนมากจึงเริ่มมองว่าการที่ผู้ชายอยู่ในตำแหน่งผู้นำเป็นเรื่องธรรมชาติ หรือคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกที่ควร ทั้งที่ในความเป็นจริง มันคือผลลัพธ์ของโครงสร้างทางสังคมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน

Male Privilege: สิทธิพิเศษที่มองไม่เห็น

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ Gender Studies คือ Male Privilege หรือ อภิสิทธิ์ทางเพศชาย

อภิสิทธิ์นี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายทุกคนมีชีวิตที่ง่ายหรือประสบความสำเร็จเสมอไป แต่หมายถึงการที่สังคมมักมอบความน่าเชื่อถือ อำนาจ และความชอบธรรมบางอย่างให้กับผู้ชายมากกว่าเพศอื่น

– ผู้ชายมักถูกมองว่ามีภาวะผู้นำมากกว่า
– ถูกตั้งคำถามเรื่องความสามารถน้อยกว่า (เมื่อเทียบกับเพศอื่นๆ)
– ถูกคาดหวังให้เป็นผู้ตัดสินใจมากกว่า

เมื่อได้รับสิ่งเหล่านี้มาเป็นเวลานาน หลายคนอาจเริ่มมองว่าสิ่งที่ตนได้รับคือเรื่องปกติ มากกว่าจะมองว่าเป็นสิทธิพิเศษ

และเมื่อมีคนเรียกร้องให้ทุกคนได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน การสูญเสียสิทธิพิเศษบางส่วนจึงถูกตีความว่าเป็นการถูกเอาเปรียบ ทั้งที่จริงแล้วเป็นเพียงการลดความเหลื่อมล้ำ

Heteronormativity: เมื่อรักต่างเพศถูกทำให้เป็นมาตรฐานของโลก

นอกจากความเป็นชายแล้ว ยังมีอีกระบบหนึ่งที่ทำงานคู่กัน นั่นคือ Heteronormativity หรือบรรทัดฐานที่มองว่าการเป็นชาย-หญิงตามเพศกำเนิดและการรักต่างเพศคือความปกติสูงสุดของสังคม

เราเห็นสิ่งนี้ได้จากคำถามง่าย ๆ อย่าง

“เมื่อไหร่จะมีแฟน?”
“เมื่อไหร่จะแต่งงาน?”
“เมื่อไหร่จะมีลูก?”

คำถามเหล่านี้มักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าทุกคนจะเติบโตไปสู่ความสัมพันธ์แบบชาย-หญิง

เมื่อสังคมถูกออกแบบภายใต้กรอบเช่นนี้ ผู้ชายรักต่างเพศจึงกลายเป็นกลุ่มที่อยู่ใกล้มาตรฐานกลางมากที่สุด และได้รับการยอมรับโดยอัตโนมัติมากกว่ากลุ่มอื่น

พีระมิดอำนาจที่ไม่ได้สร้างจากเพศเพียงอย่างเดียว

นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์มักอธิบายว่า อำนาจในสังคมมีลักษณะคล้ายพีระมิด

ยิ่งบุคคลมีคุณลักษณะที่สอดคล้องกับบรรทัดฐานหลักของสังคมมากเท่าไร ก็ยิ่งได้รับการยอมรับและเข้าถึงทรัพยากรได้ง่ายมากขึ้น

ในสังคมปิตาธิปไตย คนที่มักอยู่ใกล้ยอดพีระมิดที่สุดจึงมักเป็นผู้ชายรักต่างเพศ ขณะที่ผู้หญิง คนข้ามเพศ คนรักเพศเดียวกัน หรือผู้ที่มีอัตลักษณ์แตกต่างจากบรรทัดฐานหลัก อาจต้องเผชิญอุปสรรคมากกว่า ต้องพิสูจน์ความสามารถของตนเองมากกว่า 

นี่ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายรักต่างเพศทุกคนมีอำนาจหรือรุ่มรวยเหนือกว่าใครเสมอไป แต่หมายถึงว่าระบบสังคมถูกออกแบบมาให้รองรับอัตลักษณ์ของพวกเขามากกว่ากลุ่มอื่น

แล้วทำไมบางคนจึงรู้สึกสั่นคลอนเมื่อพูดถึงความเท่าเทียม?

นักสังคมวิทยาหลายคนชี้ว่า เมื่อกลุ่มที่เคยได้รับอภิสิทธิ์มาอย่างยาวนานเห็นกลุ่มอื่นเริ่มมีสิทธิ เสียง และอำนาจมากขึ้น พวกเขาอาจรู้สึกว่ากำลังสูญเสียสถานะเดิม

จึงเกิดปรากฏการณ์ที่เราพบเห็นอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านสิทธิสตรี การต่อต้านคนข้ามเพศ หรือการมองว่าความหลากหลายทางเพศเป็นภัยต่อค่านิยมดั้งเดิม

ทั้งที่ในความเป็นจริง ความเท่าเทียมไม่ได้หมายถึงการดึงใครลงจากยอดพีระมิด หากแต่เป็นการทำให้คนที่เคยถูกกดไว้ข้างล่างมีโอกาสยืนอยู่บนพื้นเดียวกัน ได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมต่างหาก

ปัญหาไม่ใช่ผู้ชาย แต่คือโครงสร้าง

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การวิพากษ์ระบบปิตาธิปไตยไม่ใช่การกล่าวโทษผู้ชายทุกคน

เพราะผู้ชายจำนวนมากก็ได้รับผลกระทบจากกรอบความเป็นชายแบบดั้งเดิมเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันให้ต้องเข้มแข็ง ต้องเป็นผู้นำ หรือห้ามแสดงความอ่อนแอ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ผู้ชายรักต่างเพศเหนือกว่าคนอื่นหรือไม่”

แต่คือ “เหตุใดสังคมจึงสร้างระบบที่ทำให้เราหลงเชื่อว่าคนบางกลุ่มควรมีอำนาจมากกว่าคนอื่นตั้งแต่แรก”

และบางที การสร้างสังคมที่เท่าเทียมอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการโค่นยอดพีระมิด

แต่อาจเริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า เราจำเป็นต้องมีพีระมิดนั้นอยู่ต่อไปหรือ


ที่มาส่วนข้อมูลงานวิจัย:

  1. Peggy McIntosh (1988) — White Privilege and Male Privilege https://www.wcwonline.org/Fact-Sheets-Briefs/white-privilege-and-male-privilege-a-personal-account-of-coming-to-see-correspondences-through-work-in-women-s-studies-2 
  2. Joseph Marchia & Jamie Sommer (2019) — (Re)defining Heteronormativity  https://journals.sagepub.com/doi/10.1177/1363460717741801 
  3. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8382213/?utm 
  4. Sylvia Walby — Theorizing Patriarchy https://thesociologyguy.com/sylvia-walby-and-the-six-structures-of-patriarchy/ 
Share This :

บทความที่เกี่ยวข้อง