สำหรับคู่รักเพศเดียวกันระหว่างชาวไต้หวันกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ การแต่งงานไม่ได้จบลงตรงคำว่า “แต่ง” แต่ยังต้องเดินทางผ่านพรมแดน กองเอกสาร การรับรองจากสถานทูต และการสัมภาษณ์เพื่อพิสูจน์ว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้เป็นชีวิตคู่จริง ไม่ใช่ช่องทางลักลอบเข้าเมือง หรือความเสี่ยงด้านความมั่นคง
ไต้หวันได้รับการยกย่องว่าเป็นพื้นที่แรกในเอเชียที่รับรองสมรสเพศเดียวกันอย่างถูกกฎหมายในปี 2019 ก่อนจะทยอยขยายสิทธิให้คู่สมรสข้ามชาติมากขึ้น แต่สำหรับคู่รักที่อีกฝ่ายมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เส้นทางสู่ทะเบียนสมรสยังเต็มไปด้วยข้อยกเว้น เพราะความสัมพันธ์ส่วนบุคคลของพวกเขาไม่ได้ถูกมองผ่านกฎหมายครอบครัวเพียงอย่างเดียว หากยังถูกวางอยู่ใต้ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน
แต่งงานได้ แต่ต้องไปแต่งที่ประเทศอื่นก่อน
ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2024 รัฐบาลไต้หวันเปิดทางให้คู่เพศเดียวกันจีน–ไต้หวันสามารถจดทะเบียนสมรสในไต้หวันได้ หากทั้งคู่แต่งงานอย่างถูกกฎหมายใน “ประเทศหรือเขตอำนาจที่สาม” ซึ่งรับรองสมรสเพศเดียวกันมาก่อน
จากนั้น คู่รักต้องนำทะเบียนสมรสไปผ่านการตรวจรับรอง ยื่นคำขอเดินทางเข้าไต้หวัน และเข้ารับการสัมภาษณ์จากเจ้าหน้าที่ เมื่อผ่านขั้นตอนเหล่านี้แล้วจึงสามารถนำเอกสารไปจดทะเบียนที่สำนักงานทะเบียนราษฎรในไต้หวันได้
อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ยังไม่เปิดให้คู่ที่ไม่ได้แต่งงานในประเทศที่สามสามารถจดทะเบียนโดยตรงในไต้หวันได้ นั่นหมายความว่า ก่อนจะเข้าถึงสิทธิ คู่รักต้องมีทั้งเงิน เวลา หนังสือเดินทาง และความสามารถในการขอวีซ่าไปยังประเทศที่รับรองสมรสเพศเดียวกันเสียก่อน
นี่คือช่องว่างระหว่าง formal equality หรือ “ความเท่าเทียมในตัวบทกฎหมาย” กับ substantive equality หรือ “ความเท่าเทียมที่เข้าถึงได้จริง”
เพราะแม้รัฐจะบอกว่าคู่รักทุกคู่สามารถยื่นเอกสารได้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ทุกคู่จะมีต้นทุนมากพอเดินทางไปแต่งงานต่างประเทศ ไม่ใช่ทุกคนจะขอวีซ่าได้ และไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเปิดเผยอัตลักษณ์หรือความสัมพันธ์กับครอบครัว นายจ้าง หรือเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างปลอดภัย
ความเท่าเทียมหลังผ่านประตู จึงไม่ได้แปลว่าทุกคนมีโอกาสเดินมาถึงประตูเท่ากัน
เมื่อชีวิตคู่ต้องกลายเป็นแฟ้มหลักฐาน
หนึ่งในด่านสำคัญคือ 婚姻面談 อ่านว่า ฮุนอิน เมี่ยนถาน หมายถึงการสัมภาษณ์เพื่อตรวจสอบความจริงของการสมรส
ในกระบวนการนี้ คู่รักอาจต้องแสดงลำดับเหตุการณ์ของความสัมพันธ์ รูปถ่ายการใช้ชีวิตร่วมกัน หลักฐานการเดินทาง บันทึกการติดต่อ ตลอดจนข้อมูลส่วนตัวและครอบครัว เพื่อทำให้รัฐเชื่อว่าทั้งสองไม่ได้แต่งงานกันเพียงเพื่อสิทธิพำนักหรือวัตถุประสงค์อื่น
การสัมภาษณ์คู่สมรสข้ามช่องแคบไม่ใช่มาตรการที่ใช้กับคู่ LGBTQ+ เท่านั้น แต่เมื่อคนคนหนึ่งถือสัญชาติจีน กระบวนการพิสูจน์ชีวิตคู่จะซ้อนทับกับกรอบตรวจคนเข้าเมืองและความมั่นคงของไต้หวัน ทำให้เรื่องส่วนตัวอย่างความรัก บ้าน และความทรงจำร่วมกัน ถูกเปลี่ยนให้เป็นข้อมูลที่รัฐสามารถเรียกตรวจสอบได้
เราจึงอาจเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า securitization หรือ “การทำให้เป็นประเด็นความมั่นคง” หมายถึงการนำเรื่องทางสังคมหรือสิทธิของประชาชนไปจัดการผ่านกรอบภัยคุกคาม จนการควบคุม การตรวจสอบ และมาตรการพิเศษกลายเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจำเป็น
คำว่า “กำแพงคัดกรองความมั่นคง” จึงเหมาะใช้เป็นกรอบวิเคราะห์ แต่ไม่ใช่ชื่อทางการของมาตรการ และเรายังไม่ควรสรุปว่าคู่รักทุกคู่ถูกปฏิบัติเหมือนผู้ต้องสงสัยคดีจารกรรม สิ่งที่ควรถามมากกว่าคือ รัฐควรตรวจสอบความมั่นคงได้ลึกเพียงใด ก่อนที่การตรวจสอบนั้นจะละเมิดศักดิ์ศรีและความเป็นส่วนตัวของคู่รัก
Asia Pride Games 2026: เมื่อกีฬาไม่อาจข้ามพรมแดน
ความตึงเครียดนี้ปรากฏอีกครั้งในงาน Asia Pride Games 2026 ที่นครเกาสง ซึ่งตั้งใจเป็นพื้นที่กีฬาที่เปิดรับผู้สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ โดยไม่จำกัดเพศหรืออายุของผู้สมัคร
งานดังกล่าวมีผู้ลงทะเบียนจากจีนแผ่นดินใหญ่ 834 คน แต่สุดท้ายไม่มีผู้เข้าร่วมจากจีนเดินทางมาร่วมงาน หลังขั้นตอนขออนุญาตเข้าไต้หวันเกิดข้อขัดแย้งเรื่องเอกสาร รูปแบบการเดินทาง และข้อกังวลด้านความมั่นคง หน่วยงานกีฬาเกาสงระงับกระบวนการส่งคำขอต่อไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ขณะที่ผู้จัดงานมองว่ากระบวนการราชการและการเมืองข้ามช่องแคบทำให้ผู้สมัครหมดโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม ควรระวังการเขียนว่า “นักกีฬา 834 คนถูกปฏิเสธวีซ่า” เพราะตัวเลขดังกล่าวคือจำนวนผู้ลงทะเบียน ไม่ได้หมายความว่าทุกคนมีเอกสารสมบูรณ์และถูกปฏิเสธเป็นรายบุคคล อีกทั้งผู้เดินทางจากจีนใช้ระบบใบอนุญาตเข้าไต้หวันเฉพาะกรณี ไม่ใช่วีซ่าทั่วไป
และแม้งานจะเกี่ยวข้องกับชุมชน LGBTQ+ เราก็ไม่ควรสันนิษฐานว่าผู้สมัครทุกคนเป็น LGBTQ+ หรือเป็น “คู่รักชาวจีน” เพราะอัตลักษณ์ทางเพศและสถานะความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่บุคคลควรมีสิทธินิยามด้วยตนเอง
ความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากหลายสถานะทับซ้อน
กรณีทะเบียนสมรสกับกรณี Pride Games ไม่ได้อยู่ภายใต้กระบวนการกฎหมายเดียวกัน กรณีแรกเป็นเรื่องการสมรสและการรวมครอบครัว ส่วนกรณีหลังเป็นเรื่องการเดินทางเข้าร่วมกิจกรรม
แต่ทั้งสองเรื่องสะท้อนสิ่งคล้ายกัน คือ เมื่อบุคคลมีทั้งสถานะ LGBTQ+ และสัญชาติจีน เสรีภาพในการแต่งงาน การเดินทาง และการรวมตัวอาจถูกกำกับด้วยระบบที่เข้มข้นกว่าคนต่างชาติกลุ่มอื่น
นี่คือ intersectionality หรือ “ความเหลื่อมล้ำทับซ้อน” ซึ่งไม่ได้เกิดจากอัตลักษณ์ใดอัตลักษณ์หนึ่ง แต่เกิดจากเพศวิถี สัญชาติ ฐานะทางเศรษฐกิจ อำนาจของหนังสือเดินทาง และภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้ามาทำงานพร้อมกัน
หากสิทธิในการแต่งงานต้องแลกด้วยค่าตั๋วเครื่องบิน หากความรักต้องถูกยืนยันด้วยภาพถ่ายนับร้อย และหากการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาต้องผ่านความหวาดระแวงระหว่างรัฐ เราจะยังเรียกสิ่งนั้นว่า “ความเท่าเทียม” ได้เต็มปากหรือไม่?
กฎหมายสมรสเท่าเทียมอาจเป็นหมุดหมายสำคัญ แต่ความเท่าเทียมที่แท้จริงไม่ได้จบลงเมื่อรัฐยอมออกทะเบียนสมรส มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธินั้นได้ โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าความรักของตนบริสุทธิ์มากกว่าความรักของคนอื่น
ที่มาข้อมูล: