นั่นหมายความว่า เด็กที่ใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 1 ใน 5 คน กำลังเผชิญความเสี่ยงนี้อยู่ทุกวัน บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่พวกเขาใช้ติดต่อสื่อสารหรือบริโภคเนื้อหาความบันเทิงในชีวิตประจำวัน
ในรายงานฉบับนี้ ยังสถิติและตัวเลขที่ไม่ควรมองข้ามอีกหลายประการ อาทิ:
- 15 ล้านคน เคยเผชิญกับเนื้อหาทางเพศที่ไม่พึงประสงค์ (Unwanted Sexual Content)
- 9 ล้านคน ถูกกดดันให้คุยเรื่องทางเพศ หรือถูกส่ง/ขอภาพหลุดสยิว
- 4 ล้านคน ถูกนำภาพถ่ายทางเพศไปเผยแพร่โดยไม่ยินยอม
- 1.1 ล้านคน ตกเป็นเหยื่อของการใช้ AI ตัดต่อภาพหรือวิดีโอเชิงอนาจาร (AI-generated Sexual Material)
- เกือบ 60% ของเหตุการณ์ เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มยอดฮิตอย่าง Facebook, WhatsApp, Instagram, Snapchat และ TikTok
3 ประเด็นจากรายงานฉบับนี้ ที่ Genderation อยากชวนตั้งคำถามและชวนทุกคนปรับเปลี่ยนมุมมองต่อการเกิดเหตุล่วงละเมิดบนพื้นที่ออนไลน์
1. ภัยร้ายไม่ได้มาจาก “คนแปลกหน้า” เสมอไป
เกือบ 57% ของกรณีที่เกิดขึ้น มาจากคนที่เด็กคุ้นเคยหรือรู้จักอยู่แล้ว เช่น เพื่อน ญาติ หรือคู่รัก ซึ่งใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจและโครงสร้างอำนาจที่เหนือกว่าในการคุกคาม และยิ่งไปกว่านั้น การอ้างว่า “เป็นเรื่องส่วนตัว” หรือเป็น “ความยินยอมในตอนแรก” มักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือตีตรา (Stigma) และการโยนความผิดให้เหยื่อ (Victim-blaming) จนทำให้เหยื่อต้องเงียบ
2. เหยื่อเลือกที่จะ “เงียบ” เพราะระบบไม่น่าไว้วางใจ
มีกรณีคุกคามมากถึง 41% ที่เด็กไม่เคยบอกใครเลย และ น้อยกว่า 1% ที่เรื่องนี้จะไปถึงตำรวจ นักสังคมสงเคราะห์ หรือสายด่วน เหตุผลหลักที่ปรากฏในรายงานคือ 25% ไม่รู้จะไปพึ่งใคร หรือ กลัวถูกลงโทษด้วยการริบโทรศัพท์/ตัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งการตัดเด็กออกจากโลกดิจิทัลยิ่งเป็นการผลักให้เด็กต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง
3. ผลกระทบทางจิตใจที่ร้ายแรง แต่เทคโนโลยียังผลักภาระให้เด็กดูแลตัวเอง
รายงานวิจัยฉบับนี้ชี้ว่า เด็กที่โดนคุกคามทางเพศออนไลน์ มีความคิดเรื่องการฆ่าตัวตาย และทำร้ายตัวเองสูงกว่าเด็กทั่วไปถึง 4 เท่า รวมถึงมีสภาวะวิตกกังวลสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่แพลตฟอร์มต่างๆ กลับเน้นแค่การให้ฟีเจอร์ “กดบล็อก” หรือ “กดรายงาน” ซึ่งเกิดขึ้น หลังจาก ที่ความเสียหายและความบอบช้ำเกิดขึ้นไปแล้ว
ข้อเรียกร้องเชิงนโยบาย: หยุดโยนภาระให้เด็ก แล้วหันมาปรับโครงสร้าง
- ออกแบบแพลตฟอร์มโดยยึดความปลอดภัยเป็นหลัก (Safety-by-Design): ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเป็นค่าเริ่มต้น (Privacy-by-default) มีมาตรการจำกัดไม่ให้ผู้ใหญ่ส่งข้อความหาเด็กที่ไม่รู้จัก และหยุดใช้อัลกอริทึมที่เอื้อให้เกิดการคุกคาม
- ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย: ครอบคลุมการคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น กรูมมิ่ง (Grooming), เซ็กซ์ทอร์ชัน (Sextortion) และผลงานจาก AI
- เปลี่ยนวัฒนธรรมการรับฟัง: สังคม ครอบครัว และโรงเรียน ต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ไม่โทษเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถพูดและขอความช่วยเหลือได้อย่างมั่นใจ
เพราะโลกดิจิทัลควรเป็นพื้นที่แห่งโอกาสและความปลอดภัย ไม่ใช่พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ใครมาละเมิดตัวตนและสิทธิพื้นฐานของเด็กทุกคน