ภาพยนตร์นี้บอกเล่าเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในปี 1978 เมื่อ Alcala ปรากฏตัวในรายการเกมโชว์หาคู่ “The Dating Game” ขณะที่เขากำลังก่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่อง
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับความสนใจจาก Netflix จนยอมควักกระเป๋าซื้อลิขสิทธิ์ด้วยมูลค่าสูงถึง 11 ล้านดอลลาร์ หลังจากการฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโทรอนโตในปี 2023
Anna ตัดสินใจส่งต่อรายได้ทั้งหมดให้กับองค์กรที่ทำงานช่วยเหลือเหยื่อความรุนแรงทางเพศ โดยเลือกมอบเงินทั้งหมดให้กับสององค์กรสำคัญ คือ
1. RAINN (Rape, Abuse & Incest National Network) องค์กรที่ทำงานต่อต้านความรุนแรงทางเพศ และ
2. The National Center for Victims of Crime ศูนย์ให้ความช่วยเหลือเหยื่อจากอาชญากรรมทุกรูปแบบ
RAINN เป็นองค์กรใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาที่ทำงานต่อต้านความรุนแรงทางเพศ ให้บริการสายด่วนช่วยเหลือผู้เสียหาย และทำงานรณรงค์เพื่อป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ ในขณะที่ The National Center for Victims of Crime ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและสนับสนุนด้านนโยบายเพื่อปกป้องสิทธิของเหยื่ออาชญากรรม
“ฉันจะไม่รับเงินจากภาพยนตร์เรื่องนี้” Anna กล่าวในการให้สัมภาษณ์ พร้อมเผยว่าเธอรู้สึกไม่สบายใจที่จะได้กำไรจากเรื่องราวความเจ็บปวดของผู้อื่น การตัดสินใจของเธอยืนยันความเข้าใจในประเด็นละเอียดอ่อนเกี่ยวกับการนำเสนอเรื่องราวของเหยื่อความรุนแรง และความมุ่งมั่นที่จะใช้ศิลปะเพื่อสร้างความตระหนักรู้ต่อปัญหาความรุนแรงทางเพศและการเหยียดเพศที่ฝังรากลึกในสังคม
การบริจาคของ Anna มีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาจากสถิติที่น่าตกใจ ในสหรัฐอเมริกามีผู้ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศทุก 68 วินาที โดยผู้หญิง 1 ใน 6 และผู้ชาย 1 ใน 33 จะประสบกับการข่มขืนหรือพยายามข่มขืนในช่วงชีวิต เงินบริจาคจำนวนมหาศาลนี้จะช่วยเพิ่มทรัพยากรสำหรับการให้ความช่วยเหลือเหยื่อ การป้องกัน และการศึกษาสาธารณะเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงทางเพศ
“Woman of the Hour” ประสบความสำเร็จทั้งในแง่รายได้และการตอบรับจากนักวิจารณ์ ขึ้นแท่นเป็นภาพยนตร์ที่มีผู้ชมมากที่สุดอันดับสองบน Netflix ทั่วโลก รองจากภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่อง “Lonely Planet” การตัดสินใจของ Anna ได้รับการชื่นชมอย่างมากมายในโซเชียลมีเดีย โดยแฟนๆ และเพื่อนร่วมวงการต่างยกย่องความเสียสละและความรับผิดชอบต่อสังคมของเธอ
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมภาพยนตร์มองว่าสิ่งที่ Anna ทำ อาจสร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินและผู้สร้างภาพยนตร์คนอื่นๆ พิจารณาผลกระทบทางสังคมของงานที่พวกเขาสร้างมากขึ้น
การบริจาครายได้ทั้งหมดจากภาพยนตร์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก อย่างไรก็ตาม มีศิลปินคนอื่นที่เคยทำในลักษณะคล้ายกัน เช่น Leonardo DiCaprio ที่บริจาครายได้จากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Before the Flood” ให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม หรือ Angelina Jolie ที่มักบริจาคค่าตัวจากภาพยนตร์บางเรื่องให้กับองค์กรการกุศล
การตัดสินใจของ Anna สอดคล้องกับประวัติการทำงานด้านสังคมของเธอ ในอดีต เธอเคยสนับสนุนองค์กรต่างๆ เช่น Broadway Cares/Equity Fights AIDS และ The Trevor Project ซึ่งทำงานเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายในกลุ่ม LGBTQ+
ในยุคที่สื่อบันเทิงมีอิทธิพลต่อความคิดและทัศนคติของผู้คน สิ่งเหล่านี้ คือการใช้อำนาจและอิทธิพลของศิลปินเพื่อสนับสนุนประเด็นทางสังคมที่สำคัญ และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลังในวงการบันเทิง การกระทำของเธอช่วยเหลือเหยื่อความรุนแรงทางเพศโดยตรง และกระตุ้นให้เกิดการสนทนาเกี่ยวกับบทบาทและความรับผิดชอบของศิลปินในการนำเสนอเรื่องราวที่ละเอียดอ่อนและการใช้ความสำเร็จเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม
ที่มาข้อมูล
- https://relevantmagazine.com/culture/movies/anna-kendrick-donated-all-the-money-she-made-from-woman-of-the-hour-to-victims-of-assault/
- https://www.theguardian.com/film/2024/oct/11/it-feels-very-personal-anna-kendrick-on-coercion-not-wanting-children-and-making-a-movie-about-dating-a-killer
- https://hellorayo.co.uk/hits-radio/entertainment/movies/woman-of-the-hour/
บทความที่เกี่ยวข้อง
- Apple ถอดแอปหาคู่เกย์ Blued และ Finka ออกจาก App Store หลังหน่วยงานไซเบอร์รัฐบาลจีนสั่งแบน
- ศาลเคนยาตัดสินจำคุก 15 ปี คดีปล้นทำร้ายชายเกย์ ความยุติธรรมเล็ก ๆ ท่ามกลางกระแสเกลียดกลัว LGBTQ+
- ไบเดนยกเลิกร่างกฎหมายคุ้มครองนักกีฬาข้ามเพศ ความท้าทายของ Title IX และ การถกเถียงเรื่องสิทธินักกีฬาข้ามเพศในสหรัฐฯ
- ไม่เลือกงานไม่ยากจน เหตุผลของ Matthew Mitcham นักกระโดดน้ำโอลิมปิกตัดสินใจเปิด OnlyFans
- ฮอลลีวู้ดเดือดหนัก! สมาคมนักแสดงเข้าร่วม Writers Strike แล้ว