กลายเป็นประเด็นร้อนที่ลุกลามเกินคาด สำหรับดราม่าที่เกี่ยวข้องกับป๊อปสตาร์ขาขึ้นอย่าง Chappell Roan ระหว่างการเดินทางมาร่วมงาน Lollapalooza Brazil เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา
เรื่องเริ่มต้นจากเหตุการณ์เล็ก ๆ ในโรงแรมที่พักในเซาเปาโล แต่กลับกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก เมื่อ Jorginho นักฟุตบอลชื่อดัง ออกมาเล่าผ่าน Instagram ว่า ลูกเลี้ยงวัย 11 ปีของเขาที่ชื่อว่า Ada Law เพียงแค่มองและยิ้มให้ศิลปินที่เธอชื่นชอบในช่วงอาหารเช้า ก่อนจะกลับไปนั่งที่โต๊ะตามปกติ
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์กลับไม่จบแค่นั้น เมื่อการ์ดคนหนึ่ง (ซึ่งภายหลังระบุว่าไม่ใช่พนักงานของโรงแรม) เข้ามาต่อว่าเด็กและแม่อย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการไม่ให้เกียรติ หรือรบกวนศิลปิน พร้อมขู่จะร้องเรียนกับโรงแรม ทำให้เด็กถึงกับร้องไห้ และกลายเป็นชนวนให้เรื่องนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์
หลังจากกระแสเริ่มร้อนแรง Chappell Roan ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่าน Instagram Stories โดยยืนยันว่าเธอไม่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าว และไม่ได้สั่งการให้ทีมรักษาความปลอดภัยดำเนินการใด ๆ พร้อมกล่าวขอโทษต่อเด็กและครอบครัวสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น และย้ำว่าเธอไม่ได้มีทัศนคติลบต่อแฟน ๆ หรือเด็ก
อย่างไรก็ตาม กระแสวิจารณ์ยังคงดำเนินต่อไป เมื่อบางส่วนของผู้ติดตามมองว่า การที่เธอขึ้นเวทีและกล่าวขอบคุณทีมรักษาความปลอดภัยในงานเดียวกัน อาจสะท้อนถึงความไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
ด้าน Catherine Harding แม่ของเด็ก ออกมายืนยันอีกเสียงว่าการ์ดคนดังกล่าวไม่ใช่พนักงานโรงแรม พร้อมตั้งคำถามสำคัญถึงขอบเขตความรับผิดชอบของศิลปินต่อการกระทำของทีมงาน แม้เธอจะยอมรับว่าไม่สามารถยืนยันได้ว่า Chappell Roan เป็นผู้สั่งการโดยตรงก็ตาม
ดราม่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในวงการบันเทิง แต่ยังลุกลามไปถึงระดับการเมือง เมื่อ Eduardo Cavaliere รองนายกเทศมนตรีนครรีโอเดจาเนโร ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน โดยประกาศว่าจะไม่อนุญาตให้ Chappell Roan ขึ้นแสดงในงาน Todo Mundo no Rio ตราบใดที่เขายังดำรงตำแหน่ง พร้อมเปรียบเทียบกับศิลปินระดับโลกอย่าง Shakira และเชิญเด็กหญิงรายนี้เป็นแขกพิเศษของงานแทน
ในภาพรวม แม้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า Chappell Roan มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการกระทำของการ์ด แต่เหตุการณ์นี้ได้จุดประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของทีมรักษาความปลอดภัย และความรับผิดชอบของคนดังต่อทีมงานที่ยังคงเป็นคำถามปลายเปิด
ในยุคที่โซเชียลมีเดียเปลี่ยนเรื่องเล็กให้กลายเป็นกระแสระดับโลกได้ภายในพริบตา ต่อให้ศิลปินไม่ได้เป็นคนลงมือเอง แต่ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ก็อาจรุนแรงไม่ต่างกัน