Dolly Parton ทิ้งผลงานระดับตำนานเอาไว้มากมาย ตั้งแต่ “Jolene”, “9 to 5” ไปจนถึง “I Will Always Love You” และสร้างชื่อจากทั้งการเป็นนักร้อง นักแต่งเพลง นักแสดง นักธุรกิจ ไปจนถึงนักการกุศล เธอมียอดขายเพลงมากกว่า 100 ล้านชุด และคว้ารางวัล Grammy มาแล้ว 11 ครั้ง
แต่ถ้ามองจากมุมของ LGBTQ+ สิ่งที่ทำให้ Dolly Parton เป็นมากกว่าไอคอน คือวิธีที่เธอใช้ชื่อเสียงของตัวเองเพื่อยืนยันว่า ความแตกต่างไม่ควรทำให้ใครถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ในช่วงเวลาที่ประเด็น LGBTQ+ โดยเฉพาะสิทธิของคนข้ามเพศกลายเป็นสนามการเมืองที่ร้อนแรง Dolly Parton มักเลือกเดินออกจากกับดักของการแบ่งฝ่าย เธอเคยพูดถึงคนข้ามเพศและเลสเบียนในแวดวงใกล้ตัว พร้อมย้ำว่าทุกคนควรได้รับการยอมรับในแบบที่พวกเขาเป็น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ชื่อของ Dolly Parton ปรากฏอยู่ในบทสนทนาของ LGBTQ+ มานานหลายปี ไม่ใช่เพราะเธอพยายามสร้างภาพตัวเองให้เป็น Ally แต่เพราะหลายครั้งเธอเลือกใช้วิธีที่เรียบง่ายที่สุด คือการมองคนคนหนึ่งมีหัวใจ ความรู้สึกนึกคิดเท่าเทียมกันให้ได้ก่อน
นอกจากนี้ Dolly Parton ยังมีบทบาทสำคัญในโลกนอกเหนือจากเสียงเพลง เธอใช้ความมั่งคั่งและชื่อเสียงสนับสนุนงานด้านการศึกษาและสาธารณประโยชน์ โดยเฉพาะโครงการ Imagination Library ที่มอบหนังสือให้เด็ก ๆ และกลายเป็นหนึ่งในมรดกทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอ
นั่นทำให้มรดกของ Dolly Parton มีหลายชั้นกว่าคำว่า “เพลงฮิต”
หลังข่าวการเสียชีวิตของเธอ ศิลปินและบุคคลสาธารณะจากหลากหลายวงการต่างออกมาร่วมไว้อาลัย ขณะที่องค์กร LGBTQ+ ก็ยกย่องบทบาทของ Dolly Parton ในเรื่องสิทธิและการเปิดกว้างต่อความหลากหลาย
Dolly Parton อาจไม่ได้เป็น LGBTQ+ เอง แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย เธอคือคนที่ทำให้คำว่า Ally มีความหมายมากกว่าการติดป้ายบนโปรไฟล์
เพราะ Ally ที่แท้จริงอาจไม่ใช่คนที่พูดทุกอย่างได้ถูกต้องเสมอไป แต่คือคนที่เมื่อมีโอกาสจะเลือกใช้พื้นที่ของตัวเองเพื่อทำให้คนอื่นรู้ว่า “คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้โลกยอมรับ”
และเมื่อวันนี้ Dolly Parton ถึงคราวต้องอำลาโลกไป สิ่งที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่เพียงเพลงของเธอ
แต่คือผู้คนที่เธอเคยทำให้รู้สึกว่าพวกเขาได้รับการมองเห็น
เสียงของ Dolly อาจเงียบลงแล้ว แต่สิ่งที่เธอสร้างไว้จะยังส่งเสียงต่อไปอีกนานเท่านาน ทั้งในเพลง ในหัวใจของแฟน ๆ และในชุมชน LGBTQ+
ที่มาของข้อมูล: