สาระสำคัญของสิทธิลาคลอดที่เปลี่ยนแปลงใหม่
- ขยายวันลาคลอดเป็น 120 วัน: จากเดิม 98 วัน เพิ่มเป็น 120 วัน เพื่อให้ผู้ให้กำเนิดบุตรได้มีเวลาพักฟื้น และมีเวลาเลี้ยงดูบุตรในช่วงสำคัญของชีวิตอย่างเพียงพอ
- ค่าจ้างในช่วงลาคลอด: นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้าง เต็มจำนวนในช่วง 60 วันแรกของการลาคลอด
- ลาเพิ่มเติมในกรณีลูกเจ็บป่วย/พิการ: หากบุตรมีภาวะเจ็บป่วยรุนแรงหรือพิการ พ่อแม่สามารถลาต่อเนื่องได้อีก 15 วัน โดยได้รับค่าจ้างร้อยละ 50 ของค่าจ้างปกติ
- สิทธิลาเพื่อคู่สมรส: คู่สมรสไม่ว่าจะเป็นเพศใด หากเป็นลูกจ้างสามารถลาช่วยดูแลบุตรได้สูงสุด 15 วันโดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน
จุดประสงค์เบื้องหลัง คือ คุณภาพชีวิต ครอบครัว และความเท่าเทียม
การขยายสิทธิลาคลอดครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามในการสร้างโครงสร้างแรงงานที่ใส่ใจคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประชากรวัยทำงานกำลังเผชิญกับภาวะความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ การเลี้ยงดูครอบครัว และการวางแผนมีบุตรในบริบทสังคมสูงวัย
การปรับปรุงดังกล่าวยังเป็นผลจากข้อเรียกร้องของภาคประชาชนและเครือข่ายแรงงานที่ผลักดันสิทธิลาคลอดมาโดยตลอด โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการขยับมาตรฐานวันลาคลอดให้เท่ากับข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ 180 วันเพื่อให้แม่และเด็กได้เริ่มต้นชีวิตด้วยสุขภาวะที่ดีที่สุด
ไม่ใช่แค่ ‘แม่’ ที่ต้องรับภาระ
หนึ่งในความก้าวหน้าที่สำคัญของนโยบายใหม่นี้คือ การรับรองสิทธิลาดูแลบุตรให้แก่ ‘คู่สมรส’ ไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือแม่ เพศไหนก็ตาม การเปิดพื้นที่ให้คู่สมรสสามารถลางานเพื่อมีบทบาทในช่วงเริ่มต้นของชีวิตลูก คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าการเลี้ยงดูลูกคือหน้าที่ของครอบครัว ไม่ใช่ของแม่เพียงคนเดียว เป็นการก้าวข้ามค่านิยมเดิม และสร้างความเท่าเทียมทั้งในบ้านและที่ทำงาน
สิทธิที่ดีขึ้น อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงใหม่
แม้ว่าสิทธิลาคลอดที่เพิ่มขึ้นจะเป็นก้าวหน้าทางนโยบาย แต่ในทางปฏิบัติกลับอาจเปิดช่องให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อแรงงานหญิงหรือคนที่อาจมีบุตรในอนาคตได้เช่นกัน โดยเฉพาะในกรณีที่องค์กรขาดความเข้าใจ หรือมองสิทธิเหล่านี้เป็นภาระต้นทุนมากกว่าเป็นการลงทุนในคุณภาพแรงงาน
ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในไทยและหลายประเทศ เช่น
- นายจ้างเลี่ยงจ้างแรงงานหญิงวัยเจริญพันธุ์
- ไม่ต่อสัญญาจ้างเมื่อรู้ว่าท้อง
- กดดันให้ลาออกก่อนใช้สิทธิ
- มอบหมายงานที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ปลอดภัยต่อคนท้อง
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าสิทธิแรงงานไม่อาจอยู่ได้เพียงลำพัง หากขาดการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด และกลไกตรวจสอบที่เป็นธรรม
✦ ก้าวต่อไป สิทธิลาคลอดต้องมาพร้อม ‘ความคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติ’
- ต้องมีกลไกร้องเรียนที่ปลอดภัย และเข้าถึงได้สำหรับแรงงานที่ถูกเลือกปฏิบัติ
- ต้องมีบทลงโทษที่ชัดเจนและจริงจังต่อองค์กรที่ละเมิดสิทธิ
- ต้องส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เข้าใจบทบาทของพ่อแม่ยุคใหม่ และเห็นค่าของ การดูแลชีวิต ไม่ใช่แค่ การทำงาน
- ต้องกระจายภาระการดูแลลูกให้เท่าเทียมระหว่างเพศ ผ่านสิทธิของคู่สมรส และการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม
หมายเหตุ มาตรการสิทธิลาคลอดนี้ครอบคลุมลูกจ้างทั้งในระบบราชการและเอกชน ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานต้นสังกัดและกฎหมายนี้ยังไม่เริ่มบังคับใช้ ณ วันที่ 16 ก.ย. 2568 รอประกาศในราชกิจจาฯ หลังจากนั้นอีก 30 วันจึงจะมีผลจริง
ที่มาของข้อมูล
https://www.hfocus.org/content/2025/09/35282
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ธง Pride จะไม่ถูกปลดอีก Chuck Schumer เสนอร่างกฎหมายยกระดับธง Pride สโตนวอลล์ถาวร
- Imane Khelif เปิดใจพร้อมตรวจเพศ ลุยโอลิมปิก 2028 ย้ำชัด “ไม่มีอะไรต้องปิดบัง”
- รัฐบาลอังกฤษทุ่ม 20 ล้านปอนด์ ปั้นครูรับมือ ‘แมนโนสเฟียร์’ หวังลดความรุนแรงต่อผู้หญิงในทศวรรษหน้า
- ผู้จัดงาน Hungary Pride เสี่ยงโทษจำคุกสูงสุดหนึ่งปี สะท้อนสถานการณ์น่ากังวลในประวัติศาสตร์สหภาพยุโรป
- ศาลสูงฮ่องกงได้มีคำตัดสินให้สิทธิ์กับชายข้ามเพศใช้ห้องน้ำสาธารณะตามอัตลักษณ์ทางเพศได้