NEWS

ทำเนียบขาวตอบโต้ Ariana Grande หลังวิจารณ์นโยบายทรัมป์กระทบชุมชนทรานส์

ทำเนียบขาวตอบโต้ Ariana Grande หลังวิจารณ์นโยบายทรัมป์กระทบชุมชนทรานส์ GENDERATION

Ariana Grande ศิลปินและนักแสดงชื่อดังซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้สนับสนุนสิทธิ LGBTQ+ ได้ออกมาแสดงจุดยืนทางการเมืองอีกครั้ง โดยโพสต์ข้อความผ่าน Instagram Stories วิพากษ์นโยบายของอดีตประธานาธิบดี Donald Trump ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชุมชนทรานส์ ผู้อพยพ และชนกลุ่มน้อย เธอตั้งคำถามว่า “หลังจาก 250 วัน ชีวิตของผู้ที่ลงคะแนนให้ทรัมป์ดีขึ้นหรือไม่? เมื่อครอบครัวผู้อพยพถูกแยกจากกัน ชาวทรานส์ต้องอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว และเสรีภาพในการพูดใกล้จะพังทลาย”

ในเวลาต่อมาทางฝั่งของทำเนียบขาว โดยโฆษก Kush Desai ได้ตอบกลับด้วยท่าทีเชิงเสียดสี โดยอ้างอิงชื่อเพลงของ Ariana Grande เช่น “Save Your Tears” และ “Get Well Soon” พร้อมระบุว่าทรัมป์สามารถจัดการปัญหาเงินเฟ้อ กระตุ้นการลงทุน และลงนามคำสั่งประธานาธิบดีที่ทำให้คณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐฯ ดำเนินการกับ Ticketmaster ซึ่งเคยเก็บค่าธรรมเนียมเกินกับแฟนเพลง รวมถึงแฟนเพลงของ Ariana ด้วย ก่อนจะปิดท้ายด้วยข้อความว่า “ขอให้อาริอานาหายดี” ในลักษณะประชดประชัน ท่าทีดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการขาดความเห็นอกเห็นใจต่อประเด็นสิทธิมนุษยชน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Ariana Grande ออกมาวิพากษ์การบริหารของทรัมป์ ก่อนหน้านี้เธอเคยแสดงจุดยืนคัดค้านคำสั่งที่กำหนดเพศเพียงชายและหญิง โดยชี้ว่าเป็นการลบล้างอัตลักษณ์ของคนทรานส์และก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต นอกจากนี้ เธอยังแสดงการสนับสนุน Kamala Harris ในการเลือกตั้งปี 2024 และใช้แพลตฟอร์มของตนต่อยอดการทำงานของศิลปินและนักกิจกรรม LGBTQ+ อย่างต่อเนื่อง

Ariana Grande ไม่เพียงแสดงจุดยืนในประเด็นสิทธิชุมชนทรานส์ แต่ยังตอกย้ำถึง soft power ของศิลปินที่ทำให้ประเด็นทางการเมืองเข้าถึงสังคมวงกว้างได้ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ศิลปินหญิงชื่อดังในสหรัฐฯ ใช้ชื่อเสียงของตัวเองเพื่อวิพากษ์รัฐบาลและนโยบายที่กระทบสิทธิมนุษยชนในก่อนหน้านี้ เช่น

  • Taylor Swift เคยออกมาต่อต้านกฎหมายต่อต้าน LGBTQ+ ในรัฐเทนเนสซี และใช้สารคดี Miss Americana เป็นพื้นที่ในการเล่าจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน แม้ก่อนหน้านั้นเธอถูกวิจารณ์ว่าหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องการเมือง
  • Lady Gaga มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ยกเลิกนโยบาย “Don’t Ask, Don’t Tell” ของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งกีดกันทหารที่เปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศ และเธอยังพูดบนเวทีระดับโลกเพื่อสนับสนุนสิทธิ LGBTQ+ อย่างต่อเนื่อง
  • Madonna เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างในยุค 80s–90s ที่ใช้เพลงและเวทีคอนเสิร์ตในการวิพากษ์การเมือง รวมถึงการจัดการวิกฤตโรคเอดส์ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ถูกวิจารณ์ว่าละเลย

ซึ่งถือเป็นการสะท้อนให้เห็นการเมืองเชิงวัฒนธรรม (cultural politics) อย่างชัดเจน ที่บุคคลสาธารณะ โดยเฉพาะคนดังในแวดวงบันเทิงที่ใช้ชื่อเสียงและอิทธิพลเพื่อท้าทายหรือวิพากษ์อำนาจรัฐ  และสะท้อนถึง “การเมืองเชิงพลเมือง” (civic politics) ที่เหล่าศิลปินร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันวาระสาธารณะ ไม่เพียงผ่านบทเพลง แต่รวมถึงการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเปลี่ยนแปลงการรับรู้ในสังคม

ที่มาของข้อมูล:

  1. https://variety.com/2025/music/news/ariana-grande-white-house-response-trump-administration-1236534327/
  2. https://www.scenemag.co.uk/ariana-grande-slams-trumps-trans-rights-record/

บทความที่เกี่ยวข้อง

Share This :

บทความที่เกี่ยวข้อง