Marjorie Topley นักมานุษยวิทยาที่บุกเบิกเรื่องนี้ เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “marriage resistance” ส่วน Janice Stockard ตามเก็บประวัติชีวิตหญิงสูงวัยใน Canton Delta ช่วง ค.ศ. 1860–1930 มาเขียนต่ออีกเล่มเต็มๆ
梳起 / Sou Hei: งานแต่งที่ไม่มีเจ้าบ่าว
หัวใจของเรื่องคือพิธี 梳起 (โซวเฮย) แปลว่า “หวีผมขึ้น” ผู้หญิงที่ผ่านพิธีนี้เรียกว่า 自梳女 (จื่อซูหนี่) ตรงตัวคือ “ผู้หญิงที่หวีผมเอง” ตามธรรมเนียมเดิม ผมของผู้หญิงจะได้เกล้ามวยก็ต่อเมื่อแต่งงานแล้วเท่านั้น แต่ zishunü หวีขึ้นเอง เพื่อประกาศว่าฉันจะไม่เข้าบ้านของสามีคนไหน
ตัวพิธีมีครบแบบงานแต่ง เสื้อผ้าใหม่ เครื่องบูชา คำนับองค์กวนอิม เลี้ยงโต๊ะ ต่างกันอยู่จุดเดียว: คำสาบานไม่ได้มอบให้ผู้ชายคนไหน แต่มอบให้ตัวเองและพี่น้องหญิงทั้งเครือข่าย
การหวีผมขึ้นยังเป็นแค่แทคติกหนึ่งของเครือข่ายนี้ งานของ Stockard บันทึกอีกรูปแบบที่เรียกว่า 不落家 (ปู้ลั่วเจีย) แปลว่า “ไม่เข้าบ้านสามี” คือผู้หญิงที่ยอมเข้าพิธีแต่งตามใจพ่อแม่ แต่แต่งเสร็จแล้วปฏิเสธการร่วมหอ แล้วกลับมาอยู่บ้านเกิดของตัวเอง บางคนไปไกลกว่านั้น ใช้เงินค่าแรงจากโรงงานไหมจ่ายให้สามีไปหาเมียรองแทนตัวเอง เพื่อแลกกับการหลุดจากหน้าที่ภรรยาถาวร นักวิชาการเรียกว่า compensation marriage ฟังดูเหลือเชื่อ แต่นี่คือการใช้อำนาจทางเศรษฐกิจซื้ออิสรภาพคืนมาตรงๆ
อิสระไม่ได้ลอยมาเอง มันมาจากค่าแรง
ที่การเลือกไม่แต่งงานเป็นไปได้จริง เพราะมีเศรษฐกิจไหมรองรับ ซุ่นเต๋อ หนานไห่ พานหยู่ คือหัวใจของอุตสาหกรรมปลูกหม่อนเลี้ยงไหม งานเกือบทุกขั้นพึ่งมือผู้หญิง ตั้งแต่เก็บใบหม่อน ป้อนหนอนไหม ไปจนถึงสาวเส้นไหม พอโรงงานขยายตัว ผู้หญิงก็เริ่มได้ค่าแรงเข้ากระเป๋าตัวเองตรงๆ ทศวรรษ 1920 โรงงานไหมใน Canton Delta มีแรงงานราว 83,000 คน เกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิง บางคนหาเงินได้มากพอเลี้ยงตัวเองสบายๆ
แต่ตรงนี้ต้องแฟร์กับประวัติศาสตร์หน่อย เราอย่าเพิ่งวาดภาพเป็นหนังสร้างแรงบันดาลใจที่ผู้หญิงลุกขึ้นโค่นปิตาธิปไตยแล้วจบ เพราะหลายครอบครัวยอมรับลูกสาว self-combed ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจล้วนๆ ลูกสาวยังส่งเงินกลับบ้าน ดูแลพ่อแม่ ช่วยเลี้ยงหลาน zishunü จึงเป็นทั้งการต่อต้านและการต่อรองกับระบบชายเป็นใหญ่ในเวลาเดียวกัน
เมื่อไหมพัง พวกเธอลงเรือไปหนานหยาง
ทศวรรษ 1930 อุตสาหกรรมไหมของจีนล้มทั้งกระดาน ทั้งจากเศรษฐกิจโลกตกต่ำและไหมคู่แข่งจากญี่ปุ่น แต่จื่อซูหนี่จำนวนมากเลือกทางเดินต่อ พวกเธอรวมกลุ่มลงเรือไปฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ไปทำงานเป็น 媽姐 (ม่าเจ๊) แม่บ้านในชุดเสื้อขาวกางเกงดำที่นายจ้างทั้งหนานหยางรู้กันว่าซื่อสัตย์และมือดีที่สุด เครือข่ายพี่น้องแบบเดิมก็ยกไปด้วย ม่าเจ๊รุ่นพี่ช่วยหางาน หาที่พัก และดูแลรุ่นน้องในต่างแดน
姑婆屋 / Gupouk: chosen family ก่อนคำนี้จะฮิต
พอไม่แต่งงาน ก็ต้องสร้างระบบดูแลชีวิตกันเอง ตั้งแต่ยามป่วยไปจนถึงหลังความตาย พวกเธอลงขันซื้อหรือสร้าง 姑婆屋 (gupouk) ที่ฝรั่งแปลกันว่า spinster house ที่นั่นเป็นทั้งบ้านพัก ที่ทำพิธี ศูนย์รวมพี่น้อง และที่วางป้ายวิญญาณหลังเสียชีวิต
ข้อสุดท้ายสำคัญ… เพราะผังบรรพชนแบบจีนนับเฉพาะสายผู้ชาย ผู้หญิงที่ไม่แต่งงานแทบไม่มีที่ยืนตรงนั้น บางบ้านจึงวางป้ายวิญญาณสมาชิกหญิงเรียงกันเอง ไม่อิงลำดับใครในตระกูล เหมือนจะบอกว่าเราก็มีประวัติศาสตร์ของเราเหมือนกัน
หนึ่งในสถานที่ที่ยังอยู่คือ 冰玉堂 (Ice and Jade Hall) ที่ซุ่นเต๋อ สร้างเสร็จปี 1950 จากเงินลงขันของจื่อซูหนี่ราวสี่ร้อยคนที่ไปเป็นม่าเจ๊ในสิงคโปร์ บวกอีกราวร้อยคนที่ยังอยู่บ้านเกิด ตั้งใจให้เป็นที่พักพิงยามแก่ของพี่น้องด้วยกันเอง ตอนนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ รุ่นสุดท้ายบางคนอายุเกือบร้อยหรือร้อยกว่าปี ยังมีชีวิตให้นักวิจัยไปสัมภาษณ์ถึงปี 2023–24 ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มคนสุดท้ายจริงๆ ของ Canton Delta ที่เหลืออยู่
แล้วนี่คือประวัติศาสตร์ GL ไหม?
ตอบแบบตรงไปตรงมา คือ บางส่วนใช่ แต่เหมารวมทั้งหมดไม่ได้
ในเครือข่าย Golden Orchid มีคู่รักหญิงและพิธีผูกคู่ที่หน้าตาเหมือนงานแต่งจริง มีการแลกของหมั้น จัดเลี้ยง บางคู่รับลูกสาวบุญธรรมมาเลี้ยงด้วยกัน
Bret Hinsch นักประวัติศาสตร์เพศวิถีจีน เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในภาคผนวกว่าด้วยความรักหญิง-หญิงของ Passions of the Cut Sleeve (ตัวเล่มหลักว่าด้วยประวัติศาสตร์ชายรักชายในจีน) และชี้ว่า Golden Orchid คือกรณี female marriage ที่มีบันทึกชัดที่สุดกรณีหนึ่งของจีนตอนใต้
แต่จะเรียกทั้งเครือข่ายว่า “สมาคมเลสเบี้ยน” ก็เกินไป สมาชิกบางคนรักผู้หญิงจริง บางคนถ้าใช้ภาษายุคนี้อาจเข้าข่าย asexual หรือ aromantic บางคนอาจรักผู้ชายด้วยซ้ำ แค่ไม่อยากไปเป็นสะใภ้ใต้อำนาจแม่ผัว คำว่า sapphic space จึงตรงกว่า มันคือพื้นที่ที่ความปรารถนาและชีวิตคู่ระหว่างผู้หญิงเกิดขึ้นได้จริง โดยไม่ต้องจับทุกคนยัดลงหมวดอัตลักษณ์สมัยใหม่
สิ่งที่สมาคมกล้วยไม้ทองทิ้งไว้ให้เรา อาจเป็นสมการง่ายๆ ที่ยังจริงอยู่ถึงวันนี้: ผู้หญิงคนหนึ่งมีรายได้ มีบ้าน มีครอบครัวที่เลือกเอง เท่านี้ชีวิตก็มีทางเลือกมากกว่าที่สังคมเขียนไว้ให้แล้ว
เมื่อร้อยกว่าปีก่อน พวกเธอพิสูจน์เรื่องนี้มาแล้ว ด้วยหวีอันเดียว
แหล่งอ้างอิง
- Topley, Marjorie. “Marriage Resistance in Rural Kwangtung.” ใน Cantonese Society in Hong Kong and Singapore. Hong Kong University Press
- Stockard, Janice E. Daughters of the Canton Delta: Marriage Patterns and Economic Strategies in South China, 1860–1930. Stanford University Press, 1989. (ว่าด้วย delayed transfer marriage / 不落家 และ compensation marriage)
- Hinsch, Bret. Passions of the Cut Sleeve: The Male Homosexual Tradition in China. University of California Press, 1990 — ภาคผนวกว่าด้วย female homosexuality. De Gruyter
- “Comb Sisters,” Places Journal
- “China’s Self-Comb Women Never Smashed the Patriarchy. So What?” The World of Chinese
- “The survivors of an ancient Chinese custom: self-combed women,” The Guardian
- “A Lifetime of Labour: Cantonese Amahs in Singapore,” BiblioAsia (National Library Board Singapore)