มายาคติเรื่องการข่มขืน: รากเหง้าของการโทษเหยื่อ
งานวิจัยของ Lonsway และ Fitzgerald (1994) ได้สำรวจ “มายาคติการข่มขืน” (Rape Myths) ซึ่งเป็นความเชื่อผิด ๆ ที่ทำให้สังคมมองว่าการข่มขืนเป็นเรื่องที่เกิดจากตัวเหยื่อเอง เช่น ความเชื่อที่ว่า “ผู้หญิงที่แต่งตัวโป๊ย่อมเชิญชวนให้ถูกข่มขืน” หรือ “หากผู้หญิงไม่ขัดขืน แสดงว่าเธอยินยอม” ความเชื่อเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้สังคมไม่สามารถมองเห็นปัญหาการข่มขืนอย่างที่มันเป็น นั่นคืออาชญากรรมที่เกิดจากอำนาจและการควบคุม มากกว่าความต้องการทางเพศ
นอกจากนี้ มายาคติเกี่ยวกับการข่มขืนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ชายด้วย เช่น ความเชื่อผิด ๆ ที่ว่า “ผู้ชายไม่สามารถถูกข่มขืนได้” ซึ่งเป็นอคติที่ลดทอนความสำคัญของเหยื่อเพศชาย และทำให้พวกเขาไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือความเป็นธรรมอย่างที่ควรจะเป็น
วัฒนธรรมที่เอื้อให้เกิดความรุนแรงทางเพศ
Burt (1980) ได้ศึกษา “มายาคติทางวัฒนธรรม” ที่สนับสนุนการข่มขืน โดยพบว่าสังคมที่มีความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchal Beliefs) มักจะมีทัศนคติที่ให้อภัยหรือมองว่าการข่มขืนไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ยกตัวอย่างเช่น การมองว่าผู้ชายมีแรงขับทางเพศที่ควบคุมไม่ได้ หรือแนวคิดที่ว่าผู้หญิงต้องมีบทบาทเชิงรับและต้องเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ทางเพศแทนผู้ชาย ความเชื่อเหล่านี้ส่งเสริมให้เกิดการละเลยความรับผิดชอบของผู้กระทำผิด และทำให้สังคมยอมรับพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศโดยปริยาย
อีกประเด็นที่สำคัญคือ การยอมรับมายาคติเกี่ยวกับการข่มขืนมีความสัมพันธ์กับทัศนคติและพฤติกรรมการคุกคามทางเพศ โดยเฉพาะในเพศชาย งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า บุคคลที่ยอมรับความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการข่มขืน มีแนวโน้มสูงกว่าที่จะมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศหรือมองว่าการล่วงละเมิดทางเพศเป็นเรื่องปกติ
ผู้กระทำผิดที่ไม่ถูกลงโทษและพฤติกรรมที่เกิดซ้ำ
Lisak และ Miller (2002) ได้ศึกษาพฤติกรรมของ “ผู้ข่มขืนที่ไม่ถูกจับได้” (Undetected Rapists) และพบว่าผู้กระทำผิดทางเพศส่วนใหญ่ไม่ได้กระทำความผิดเพียงครั้งเดียว แต่มีแนวโน้มที่จะกระทำซ้ำหลายครั้ง คนเหล่านี้มักใช้กลยุทธ์บิดเบือน เช่น ทำให้เหยื่อมึนเมาหรือใช้การบังคับที่ไม่ทิ้งร่องรอยทางกายภาพ เพื่อให้เหยื่อไม่มีหลักฐานเพียงพอในการดำเนินคดี ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการข่มขืนไม่ได้เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นจาก “ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว” ของผู้กระทำผิด แต่เป็นพฤติกรรมที่มีแบบแผนและมักเกิดซ้ำ
ที่สำคัญ งานวิจัยยืนยันว่าการข่มขืนไม่ได้เป็นผลจากแรงขับทางเพศ แต่มีแรงจูงใจจากความก้าวร้าว การแสดงอำนาจเหนือ และความโกรธแค้นต่อเหยื่อ ผู้กระทำความผิดมักใช้ความรุนแรงเพื่อสร้างความรู้สึกควบคุมเหยื่อมากกว่าการแสวงหาความพึงพอใจทางเพศ
ท้าทายมายาคติ เปลี่ยนแปลงสังคม
การขจัดมายาคติเรื่องการข่มขืนต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการให้ความรู้ในวงกว้าง เราต้อง
- เลิกโทษเหยื่อ – เปลี่ยนจากการตั้งคำถามว่า “เหยื่อทำอะไรผิด” เป็น “เราจะป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรมนี้ได้อย่างไร”
- สร้างวัฒนธรรมแห่งความยินยอม (Consent Culture) – ส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจเรื่องความยินยอมที่ชัดเจนและสมัครใจ
- ทบทวนและแก้ไขกฎหมาย – ให้กฎหมายมุ่งเน้นไปที่ความผิดของผู้กระทำ มากกว่าการพิสูจน์ว่าเหยื่อ “ขัดขืนมากพอ” หรือไม่
- ให้การศึกษาทางเพศที่ครอบคลุม – ปลูกฝังความเข้าใจเรื่องเพศศึกษาและสิทธิทางร่างกายตั้งแต่เยาว์วัย
มายาคติที่เกี่ยวกับการข่มขืนเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้สังคมมองข้ามความรุนแรงทางเพศและปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล งานวิจัยทั้งสามชิ้นชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของบุคคล แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างทางสังคมทั้งหมดที่ต้องร่วมมือกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเท่าเทียมกันมากขึ้น
ที่มาข้อมูล
- Lonsway, K. A., & Fitzgerald, L. F. (1994). Rape myths: In review. Psychology of Women Quarterly, 18(1), 133-164.
- Burt, M. R. (1980). Cultural myths and supports for rape. Journal of Personality and Social Psychology, 38(2), 217-230.
- Lisak, D., & Miller, P. M. (2002). Repeat rape and multiple offending among undetected rapists. Violence and Victims, 17(1), 73-84.
บทความที่เกี่ยวข้อง
- Inspired People: Jiaoying Summers นักแสดงตลกหญิงผู้ทลายกรอบอัตลักษณ์และเพศในวงการบันเทิง
- พฤติกรรมรักเพศเดียวกันในอาณาจักรสัตว์: เรื่องปกติที่เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่เราคิด
- แง่งามที่ซ่อนอยู่ในเทรนด์แสร้งเป็นหนุ่มเทสดี แบบ 'Performative Male'
- เปิดประวัติ 5 รัฐมนตรีหญิง รัฐบาลเศรษฐากับสัดส่วนผู้หญิงที่ยังอยู่ในระดับต่ำ
- Giorgio Armani ความรักแบบไม่ป่าวประกาศ กับแฟชั่นที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล