ARTICLE

บทบาทของแรงงาน LGBTQ+ ในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน

จากผลสำรวจในบทความ Keira Mac Neill มหาวิทยาลัยมินนิโซตา สรุปว่ากลุ่ม LGBTQ+ ที่ประกอบอาชีพใช้แรงงานหรืออาชีพบริการ (service sector) มักเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายมากกว่าแรงงานกลุ่มอื่นๆ ทั้งในด้านการเข้าถึงงาน ความมั่นคงในอาชีพ โอกาสก้าวหน้า และการได้รับสวัสดิการที่เท่าเทียม

โดยเฉพาะกลุ่มข้ามเพศและคนผิวสี ที่มักถูกกีดกันตั้งแต่กระบวนการรับสมัครงาน การไม่ได้รับโอกาสฝึกอบรม รวมถึงการเลื่อนตำแหน่งโดยถูกอ้างว่ามีภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งงาน

รวมถึงการไม่ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกับเพศชายหญิง เช่น สิทธิการลาหยุดเพื่อดูแลคู่ชีวิตหรือครอบครัว และโอกาสในการก้าวหน้าในสายอาชีพต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เพราะองค์กรบางแห่งเชื่อว่าภาพลักษณ์ของ LGBTQ+ ไม่เหมาะสมควรได้รับสิทธิเหล่านี้ และคู่ควรกับตำแหน่งสูง ๆ

ซึ่งถือเป็นการกดขี่ผู้ใช้แรงงานในชุมชน LGBTQ+ มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ ยุค Lavender Scare (ช่วงสงครามเย็น) ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ไล่ไล่คนรักเพศเดียวกันออกจากตำแหน่งงานในรัฐสภา เนื่องจากเกรงอิทธิพลคอมมิวนิสต์ และขณะที่งานภาคบริการ เช่น ร้านกาแฟ/ร้านอาหาร กลายเป็นทางออกของ LGBTQ+ เพราะเปิดโอกาสให้แสดงอัตลักษณ์ได้มากกว่า

ในปี1950: 25% ของพนักงานร้านอาหารเป็นสมาชิกสหภาพ

ในปี1980: UNITE HERE จัดตั้งสหภาพในลาสเวกัสสำเร็จ 90%

ในปี1970-1980: แรงงาน LGBTQ+ ในซานฟรานซิสโกและซีแอตเทิลเรียกร้องกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติ

ในปี 2010 ได้มีการสร้างกลุ่มเควียร์และทรานส์ (queer and trans caucuses) ขึ้นภายในสหภาพแรงงาน เช่น United Auto Workers และ American Federation of Teachers เพื่อสนับสนุนการเจรจาต่อรองที่ตอบสนองต่อความต้องการของแรงงาน LGBTQ+ ได้แก่

  • ผลักดันกฎหมายและนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของแรงงาน LGBTQ+ เช่น กฎหมายกำหนดเวลาทำงานที่เป็นธรรม (fair workweek legislation)
  • ยุติการทำให้แรงงานบริการทางเพศและผู้มีเชื้อ HIV เป็นอาชญากรรม
  • สร้างความร่วมมือระหว่างแรงงานในระบบและนอกระบบ เพื่อสร้างขบวนการแรงงานที่เข้มแข็งและครอบคลุมความหลากหลายทางเพศมากขึ้น

และในปัจจุบันได้มีการผลักดัน Fair Workweek Legislation กฎหมายที่กำหนดมาตรฐานการจัดตารางงานที่เป็นธรรมในสหรัฐฯ  อย่างต่อเนื่อง  โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มความมั่นคงและความคาดการณ์ได้ของชั่วโมงทำงาน สำหรับพนักงานในภาคบริการ เช่น ร้านอาหาร ค้าปลีก และโรงแรม ที่ครอบคลุมชุมชน LGBTQ+ 

อย่างไรก็ตาม แรงงาน LGBTQ+ โดยเฉพาะในภาคบริการ ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนขบวนการแรงงานเพื่อความเท่าเทียมในที่ทำงาน และร่วมเรียกร้องสวัสดิการการประเมินผลงานตามความสามารถโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ เป็นการต่อสู้ผลักดันมาอย่างยาวนาน และยังคงดำเนินต่อไปแม้ว่าในปัจจุบันจะมีกฎหมายต่อต้าน LGBTQ+ เพิ่มขึ้น (527 ฉบับทั่วสหรัฐฯ ในปี 2025) รวมถึงความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจก็ตาม

ที่มาของข้อมูล: https://genderpolicyreport.umn.edu/queer-labor-lgbtq-organizing-in-the-service-sector/

บทความที่เกี่ยวข้อง